• คัดสรรโดยคอร์ติน่า

Bovet & Franck Muller จากจุดเริ่มต้นสู่การเป็นเครื่องบอกเวลาชั้นสูง

18 ก.ย. 2025

Bovet & Franck Muller จากจุดเริ่มต้นสู่การเป็นเครื่องบอกเวลาชั้นสูง - Cortina Watch Thailand

นอกเหนือจากตัวนาฬิกาแล้ว อีกสิ่งที่ถือว่าเป็นปัจจัยที่ช่วยส่งเสริมให้เรือนเวลาเรือนนั้นๆ ได้รับความสนใจหรือถูกจับตามองมากขึ้นเป็นพิเศษ คือ เรื่องราวของแบรนด์ในด้านต่างๆ ตั้งแต่ประวัติ การส่งต่อของมรดกในเชิงการออกแบบหรือนวัตกรรม และไมล์สโตนที่โดดเด่น ซึ่งเปรียบเสมือนกับสิ่งที่อยู่เบื้องหลัง แต่ในบางครั้งกลับทรงพลังอย่างมาก

และแน่นอนว่าทั้ง BOVET และ  Franck Muller คือ 2 แบรนด์แห่งเรือนเวลาระดับหรูที่ถือกำเนิดขึ้นมาภายใต้เรื่องราวที่น่าสนใจ เพราะเป็นเรือนเวลาต่างยุคสมัยที่มีจุดเด่นในเรื่องราวและแนวคิดของการสร้างสรรค์ที่เป็นเอกลักษณ์

ความเป็นมาของ BOVET

Bovet & Franck Muller จากจุดเริ่มต้นสู่การเป็นเครื่องบอกเวลาชั้นสูง - Cortina Watch Thailand

Credit: BOVET

เริ่มกันที่ Bovet ถือกำเนิดขึ้นในปี 1822 โดย Edouard Bovet ซึ่งเขาเป็นบุตรชายของ Jean-Frédéric Bovet ช่างทำนาฬิการะดับปรมาจารย์ของสวิตเซอร์แลนด์ และแน่นอนว่า Edouard เดินตามรอยเท้าพ่อของเขาหลังจากที่เขาออกเดินทางผจญภัย และมองเห็นว่าโลกมีความต้องการเรือนเวลาระดับหรูขนาดไหนผ่านประสบการณ์ในปี 1818 ที่เขาออกเดินทางพร้อมกับเรือ Orwell เพื่อไปเมืองจีน และสามารถขายนาฬิกาจำนวน 4 เรือนได้อย่างรวดเร็ว

ดังนั้น ในวันที่ 1 พฤษภาคม 1822 เขาจึงได้ก่อตั้งแบรนด์ Bovet ขึ้นมาในลอนดอน ก่อนที่ในปี 1840 เขาได้นำ BOVET กลับสู่ Fleurier ซึ่งเป็นบ้านเกินของเขาพร้อมกับตั้งโรงงานและมีจำนวนพนักงานมากถึง 175 คน อย่างไรก็ตามในปี 1849 เขาเสียชีวิตด้วยวัยเพียง 52 ปีแต่มรดกและแนวคิดของเขาที่ทิ้งเอาไว้นั่นมีค่าอย่างมาก โดยเฉพาะกับตลาดเมืองจึน ซึ่ง Bovet สร้างสัมพันธ์เอาไว้ตั้งแต่ยุคที่เขาเข้าไปบุกเบิก และคำอ่านของ Bovet ก็พ้องเสียงกับคำอ่านในภาษาจีนกลางที่มีความหมายถึงนาฬิกาสำหรับคนแห่งสรวงสวรรค์ รวมถึงตัวนาฬิกาเองยังมีมูลค่าจนสามารถเป็นตัวกลางในการแลกเปลี่ยนได้เทียบเท่ากับเงินหรือทอง

นาฬิกาของ BOVET ไม่ใช่แค่การเป็นเครื่องบอกฐานะ แต่ตลอดช่วงยุคทองของพวกเขาคือ 1840-2000 เกิดสิ่งสำคัญๆ มากมาย เช่น ในปี 1889 การจดสิทธิบัตรนาฬิกาโครโนกราฟแบบฟลายแบ็ค ซึ่งประกอบด้วยเข็มวินาที เข็มนาที และเข็มบอกชั่วโมง ซึ่งสามารถจับเวลาได้สูงสุด 24 ชั่วโมง กลไกอันชาญฉลาดนี้ทำให้สามารถใช้โครโนกราฟเป็นเขตเวลาที่สองได้ หรือในปี 1939 มีการยื่นจดสิทธิบัตรนาฬิกา Easel ซึ่งอนุญาตให้ใช้นาฬิกาพกเป็นนาฬิกาตั้งโต๊ะได้ สิทธิบัตรอีกฉบับหนึ่งถูกยื่นจดสิทธิบัตรสำหรับนาฬิกาโครโนกราฟ Mono Split-Second ซึ่งปัจจุบันยังคงเป็นที่ต้องการอย่างมากในหมู่นักสะสม

แม้ว่าจะยุติบทบาทในการผลิตและมีการเปลี่ยนผ่านเจ้าของหลายต่อหลายราย แต่ในที่สุด BOVET ก็กลับมายืนหยัดได้อีกครั้งภายใต้การบริหารจัดการโดย Pascal Raffy ซึ่งได้รับเปลี่ยนแนวคิดและการยกระดับเรือนเวลาของ BOVET ให้มีเอกลักษณ์ และสามารถตอบสนองในเรื่องของเครื่องบอกเวลาระดับสูงได้ โดยเฉพาะการเป็นทั้งนาฬิกาและเครื่องประดับ

Bovet & Franck Muller จากจุดเริ่มต้นสู่การเป็นเครื่องบอกเวลาชั้นสูง - Cortina Watch Thailand

Credit: BOVET

Bovet & Franck Muller จากจุดเริ่มต้นสู่การเป็นเครื่องบอกเวลาชั้นสูง - Cortina Watch Thailand

Credit: BOVET

Tที่ผ่านมาเรือนเวลาของ Bovet มีจุดเด่นในเรื่องของรายละเอียดทางศิลปะมากมาย และบริษัทมอบอิสระอย่างมากให้กับช่างฝีมือในการสร้างสรรค์องค์ประกอบต่างๆ ของนาฬิกา ซึ่งมีความหลากหลายในด้านไอเดียที่ถูกทำให้เป็นจริงขึ้นมา แต่สิ่งที่เป็นเอกลักษณ์ความงาม คือ การใช้กลไกแบบ Skeleton และกลไกที่ตกแต่งอย่างประณีต รวมถึงหน้าปัดที่ถูกสร้างสรรค์ด้วยงานช่างฝีมือระดับสูง

แต่สิ่งที่เป็นตัวกำหนดจนถึงปัจจุบันคือ ในปี 1990 เมื่อแบรนด์เลือกที่จะใช้การนำนาฬิกาพก หรือ Pocket Watch มาเป็นโครงสร้างหลักของการออกแบบ และเป็นดีไซน์ซึ่งถือเป็นเอกลักษณ์ของ Bovet นับจากนั้นเป็นต้นมา

นอกจากนั้น ในปี 2006 Bovet ได้เปิดตัวเคส Amadéo® ที่ได้รับสิทธิบัตร ซึ่งช่วยเปลี่ยนนาฬิกาขให้กลายเป็นนาฬิกาข้อมือ นาฬิกาตั้งโต๊ะ และนาฬิกาพก (หรือนาฬิกาสร้อยคอ) ที่กลับด้านได้ โดยไม่ต้องใช้เครื่องมือใดๆ อีกทั้งจากแรงผลักดันของ Pascal Raffy สู่การสร้างสรรค์นาฬิกาชั้นสูงระดับสูงสุด ได้รับการยกย่องและยกย่องจาก Grand Prix d’Horlogerie de Genève ที่ได้มอบรางวัล Récital 22 Grand Récital ซึ่งเป็นรางวัลอันทรงเกียรติสูงสุดของแบรนด์อย่าง Aiguille d’Or ในปี 2018 และในอีก 2 ปีต่อมา Bovet ก็ได้รับรางวัล Grand Prix d’Horlogerie de Genève สาขา Mechanical Exception สำหรับนาฬิกา Récital 26 Brainstorm®️ Chapter Two อันวิจิตรงดงาม และรางวัล Ladies’ Watch สำหรับนาฬิกา Miss Audrey อันงดงาม

ความเป็นมาของ Franck Muller

Bovet & Franck Muller จากจุดเริ่มต้นสู่การเป็นเครื่องบอกเวลาชั้นสูง - Cortina Watch Thailand

Credit: Franck Muller

สำหรับ Franck Muller อาจจะแตกต่างจาก Bovet เพราะพวกเขาเพิ่งมีอายุแค่ 30 กว่าปีเท่านั้น แต่ด้วยความพยายามและแรงผลักดันของ Franck Muller ซึ่งเป็นผู้ก่อตั้ง ทำให้เรือนเวลาของพวกเขามีความโดดเด่นและได้รับการยอมรับจากนักสะสมนาฬิกาทั่วโลกไม่แพ้แบรนด์ที่มีเรื่องราวนับร้อยๆ ปี

นาฬิกาของ Franck Muller ไม่ได้เป็นแค่เครื่องบอกเวลา แต่ยังเป็นสิ่งที่สะท้อนถึงสร้างสรรค์นาฬิกาสุดพิเศษที่โดดเด่นด้วยกลไกอันซับซ้อนและดีไซน์ที่เป็นเอกลักษณ์ที่ถือเป็นแนวทางหลักในการผลิตนาฬิกาของพวกเขา

Bovet & Franck Muller จากจุดเริ่มต้นสู่การเป็นเครื่องบอกเวลาชั้นสูง - Cortina Watch Thailand

Credit: Franck Muller

ซึ่งตัวของ Muller เองก็คือช่างทำเรือนเวลาระดับสูงที่เปี่ยมด้วยความสามารถ และเคยออกแบบนาฬิกาพร้อมกลไกทูร์บิญองเรือนแรกของตัวเองเมื่อปี 1984 สมัยที่ยังเป็นช่างทำนาฬิกา ซึ่งตรงถือเป็นจุดเริ่มต้นที่จุดประกายให้เขาสร้างแบรนด์ขึ้นเองในปี 1991

สิ่งที่ Franck Muller นำเสนอผ่านเรือนเวลาของตัวเอง คือ สิ่งที่ล้ำสมัยและแตกต่างจากเรือนเวลาระดับไฮเอนด์ทั่วไป ที่สำคัญแบรนด์มักจะสร้างความน่าตื่นตาตื่นใจในด้านนวัตกรรมโดยที่ยังไม่ลืมในเรื่องของขนบธรรมเนียมในการผลิตนาฬิกาแบบดั้งเดิม โดยสอดแทรกความเป็นตัวของตัวเองและความล้ำสมัยควบคู่กัน

Bovet & Franck Muller จากจุดเริ่มต้นสู่การเป็นเครื่องบอกเวลาชั้นสูง - Cortina Watch Thailand

Credit: Franck Muller

ไม่ว่าจะเป็นนาฬิกาข้อมือที่มีทูร์บิญอง 3 แกน เป็นครั้งแรกของโลก ตามด้วย Aeternitas Mega 4 นาฬิกาข้อมือ ที่ซับซ้อนที่สุดในโลก ประกอบด้วย 36 ฟังก์ชัน ส่วนประกอบ 1,483 ชิ้น และปฏิทิน 1,000 ปี Crazy Hours นาฬิกาที่ไร้กฎเกณฑ์ ด้วยการออกแบบตัวเลขบนหน้าปัด ให้เรียงสุ่ม จึงทำให้เข็มของนาฬิกาเรือนนี้ไม่ได้เดินเป็นวงกลมอย่างที่ทุกคนคุ้นเคย แต่หมุนสลับไปมาเพื่อชี้บอกเวลา หรือสไตล์การออกแบบตัวเรือนทรงโค้ง แบบถังเบียร์หรือ Cintree Curvex จนกลายเป็นนาฬิการุ่น Vanguard สุดคลาสสิก ซึ่งกลายเป็นเอกลักษณ์ของ Franck Muller ที่ใครเห็นก็จดจำได้

นอกจากนั้น แบรนด์เองยังทำให้ตัวเองมีความเยาว์วัยด้วยการ Collaboration กับพันธมิตรต่างๆ เช่น Bamford ในการผลิตนาฬิกา Snoopy หรือ Ryoko Kaneta ศิลปินสาวชื่อดังชาวญี่ปุ่นผู้สร้างสรรค์ผลงานในแบบฉบับที่เป็นเอกลักษณ์ กับลายการ์ตูนในสไตล์อะนิเมะของญี่ปุ่น

Four Remarkable Timepieces From Bovet & Franck Muller

BOVET Aperto 1

Credit: BOVET

BOVET Aperto 1

เมื่อความสปอร์ตและความหรูหรามาจับมือกัน แน่นอนว่าสำนักออกแบบ Pininfarina แห่งอิตาลีได้สร้างชื่อของตัวเองเอาไว้กับผลงานในโลกยานยนต์ผ่านการออกแบบให้หลายต่อหลายแบรนด์ แต่ที่เด่นและเป็นที่รู้จักคือ Ferrari ซึ่งการจับมือกับ Bovet นั้นเป็นการนำเสนอเรือนเวลา Aperto 1 ที่มีให้เลือกด้วยกัน 2 รุ่นคือ สีเหลืองและสีน้ำเงิน ซึ่งจุดเด่นของตัวนาฬิกาอยู่ที่การคงความหรูหราของเครื่องบอกเวลาชั้นสูงด้วยดีไซน์ที่เหมือนกับนาฬิกาพกพร้อมกับหน้าปัดและกลไกแบบ Skeleton เข้ากับความดิบของสีตัวเรือนขนาด 42 มิลลิเมตรและชิ้นส่วนต่างๆ ในสไตล์ Gun Metal ของไทเทเนียม

ส่วนการขับเคลื่อนเป็นหน้าที่ของกลไกไขลาน Cal PF9-70-00X ซึ่งถูกสร้างสรรค์และปรับลดชิ้นส่วนเพื่อให้เกิดความสมบูรณ์แบบของการเป็นนาฬิกาแบบ Skeleton โดยที่ยังคงความเที่ยงตรงและกำลังสำรองที่นานถึง 7 วัน

BOVET Récital 12 Malachite

Credit: BOVET

BOVET Récital 12 Malachite

นาฬิกาที่มาพร้อมกับการแสดงเวลาแบบ Offset หรือจุดยึดของเข็มนาฬิกาไม่ได้อยู่ตรงกลางหน้าปัด ถือเป็นอีกรูปแบบที่แสดงให้เห็นถึงความเชี่ยวชาญของช่างทำนาฬิกา และองค์ความรู้ในด้านการผลิตเครื่องบอกเวลาชั้นสูงของแบรนด์

ซึ่ง Récital 12 คือคอลเล็กชั่นที่ Bovet นำเสนอความแตกต่างจากเอกลักษณ์ที่แบรนด์มีอยู่ในด้านการออกแบบด้วยตัวนาฬิกาสไตล์ทรงกลมแบบมีขาสาย แต่ที่พิเศษคือ การจัดเรียงหน้าปัดในแบบ Offset ที่เอียงมาทางฝั่ง 3 นาฬิกา ซึ่งตรงจุดนี้จะมากับหน้าปัดย่อยขนาดเล็กพร้อมลวดลายหน้าปัดสีต่างๆ ซึ่งสีเขียวแบบ Malachite คือ สีล่าสุดที่ถูกเปิดตัวออกมา บนตัวเรือนขนาด 42 มิลลิเมตรและสายที่ผลิตจากไทเทเนียม พร้อมกลไกอัตโนมัติที่มีกำลังสำรอง 7 วัน

#FR2NCK MULLER Vanguard Beach Limited Edition

Credit: Franck Muller

#FR2NCK MULLER Vanguard Beach Limited Edition

นอกจากความหรูหราแล้วอีกสิ่งหนึ่งที่อยู่คู่กับนาฬิกาของ Franck Muller คือ ความสนุกสนาน ทั้งในเรื่องของลวดลายและการใช้สีสัน และถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่ต้องการเรือนเวลาที่สวยสะดุดตาด้วยสีสันพร้อมคุณสมบัติของการเป็นเครื่องบอกเวลาชั้นสูง และจะต้องมากับตัวเรือนในสไตล์ Tonneau ที่เป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์แล้วละก็ นาฬิกาเรือนนี้คือคำตอบ

#FR2NCK MULLER Vanguard Beach collection มาพร้อมสัญลักษณ์ Fxxking Rabbits พร้อมการการตีความใหม่ของคอลเลกชัน Vanguard Beach หลากสีสันในสไตล์สปอร์ตเปิดตัวครั้งแรกเมื่อปี 2023 โดยตัวเรือนมี 3 สี คือ แดง เขียว และน้ำเงิน ที่ผลิตด้วยวัสดุที่มีน้ำหนักเบาอย่าง Carbon Composite และขับเคลื่อนด้วยกลไก MVT 2536-SCDT2H กลไกที่กักเก็บพลังงานสำรองได้สูงสุด 42 ชั่วโมง

ที่สำคัญแต่ละสีมีการผลิตไม่มาก เพียงสีละ 300 เรือนเท่านั้นทั่วโลก

Franck Muller Round Skeleton Baguette 31

Credit: Franck Muller

Franck Muller Round Skeleton Baguette 31

เพราะนาฬิกาเป็นมากกว่าเครื่องบอกเวลา แต่ยังรับอีกบทบาทในฐานะของเครื่องประดับ ซึ่งตัวเรือนทรงกลมในคอลเล็กชั่น Round นอกจากจะฉีกแนวทางการออกแบบของ Frnack Muller ด้วยความเรียบง่ายของตัวเรือนทรงกลมที่มีขนาด 31 มิลลิเมตรสำหรับคุณสุภาพสตรีแล้ว ยังช่วยเพิ่มความโดดเด่นด้วยการประดับด้วยเพชรบาเก็ตและอัญมณีรอบตัวเรือน สะท้อนถึงความลงตัวระหว่างโลกของอัญมณีและการผลิตเรือนเวลาชั้นสูง ขณะที่กลไกเป็นแบบไขลานรหัส  MVT FM 1540-RS ที่มีกำลังสำรอง 4 วัน

ทั้ง Bovet และ Franck Muller คือ เรือนเวลาระดับไฮเอนด์ที่ผู้ที่รักนาฬิกาสามารถสัมผัสและเข้าถึงได้ในความเด่นที่เป็นเอกลักษณ์ ซึ่งคนรักนาฬิกาชาวไทยสามารถสัมผัสกับทั้ง 2 แบรนด์นี้ได้ในงาน Bangkok Watch Week 2025 ในวันที่ 23-28 กันยายนที่ ชั้น M ศูนย์การค้า Siam Paragon