เขียนโดย: Allyson Klass
03 ส.ค. 2026
สำหรับ Franck Muller นาฬิกาที่มีกลไกซับซ้อนคอมพลิเคชั่น (Complication) ไม่ได้เป็นเพียงกลไกบอกเวลา แต่เป็นพื้นที่แห่งการทดลอง ที่ซึ่งศาสตร์ด้านวิศวกรรมและงานออกแบบหลอมรวมกันเพื่อสร้างประสบการณ์ใหม่ในการรับรู้เวลา แนวคิดดังกล่าวสะท้อนออกมาอย่างชัดเจนภายในงาน World Presentation of Haute Horlogerie (WPHH) 2026 ณ เมือง Genthod กรุงเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งเมซงได้เผยโฉมนาฬิการุ่นใหม่ 3 รุ่นที่โดดเด่นด้วยการนำหนึ่งในกลไกอันเป็นเอกลักษณ์และซับซ้อนที่สุดของ Franck Muller มาตีความใหม่
Vanguard Aero Revolution 3 Skeleton, Master Jumper Skeleton และ Round Triple Mystery ต่างถ่ายทอดเอกลักษณ์ของกลไกประจำเมซงผ่านแนวคิดของความโปร่งใส (Transparency) งานโครงสร้างแบบ Skeleton และการเคลื่อนไหวอันน่าหลงใหล ภายในงาน WPHH Jean-Loup Glénat ผู้อำนวยการฝ่ายออกแบบของ Franck Muller ได้แบ่งปันเบื้องหลังการพัฒนานาฬิกาแต่ละรุ่น พร้อมอธิบายว่าความท้าทายทางเทคนิคที่ทีมงานต้องเผชิญ กลับกลายเป็นสิ่งที่กำหนดเอกลักษณ์ของผลงานเหล่านี้ในท้ายที่สุด
Credit: Franck Muller
Master Jumper เปิดตัวครั้งแรกเมื่อสองปีก่อน ครั้งนี้กลับมาอีกครั้งในรูปแบบ Skeleton ถ่ายทอดความโดดเด่นของกลไก Triple-Jumping Complication ให้เร้าใจยิ่งกว่าเดิม
การแสดงผลชั่วโมง นาที และวันที่ ถูกถ่ายทอดผ่านแผ่นดิสก์กระโดด (Jumping Discs) ทั้งหมด 5 แผ่น ซึ่งถูกจัดวางอย่างสมมาตรผ่านช่องแสดงผล 3 ช่องที่มีระยะห่างเท่ากัน โดยตัวเลขทั้งหมดจะเปลี่ยนตำแหน่งพร้อมกันในทันที (Instantaneous Jump)
สิ่งใหม่ของปีนี้คือการเผยให้เห็นกลไกทั้งหมดอย่างเปิดเผย แผ่นดิสก์ทั้งห้า รวมถึงชุดเฟืองที่ทำหน้าที่ขับเคลื่อน สามารถมองเห็นได้จากด้านหน้าผ่านสะพานจักรที่ได้รับการเจาะช่องอย่างประณีต ขณะที่แผ่นคริสตัลแซฟไฟร์ด้านในบริเวณขอบหน้าปัดช่วยเพิ่มมิติความลึกให้กับตัวเรือน พร้อมเปิดโอกาสให้สามารถสร้างโครงสร้างแบบ Openworked ได้อย่างสมบูรณ์
“สำหรับ Master Jumper Skeleton เราต้องการเผยให้เห็นกลไกภายในมากขึ้น เพราะมันน่าทึ่งจริง ๆ” Glénat กล่าว “เมื่อเหล่านักสะสมได้เห็นแผ่นดิสก์ทั้งห้าภายใน พวกเขาจะเข้าใจได้ดียิ่งขึ้นว่ากลไกนี้มีความพิเศษและซับซ้อนเพียงใด”
Credit: Franck Muller
ความซับซ้อนดังกล่าวยิ่งโดดเด่นขึ้นจากการจัดวางองค์ประกอบทั้งหมดไว้ภายในพื้นที่อันจำกัด โดยยังคงรักษาความชัดเจนในการอ่านเวลา ความสมดุลของการออกแบบ และความสวมใส่สบายเอาไว้ได้อย่างครบถ้วน
Master Jumper Skeleton มีให้เลือกในตัวเรือนสองรูปทรงที่สะท้อนบุคลิกแตกต่างกันอย่างชัดเจน
รุ่น Long Island Evolution ขนาด 35.3 x 48.1 มิลลิเมตร ถ่ายทอดภาพลักษณ์ที่ดูล้ำสมัยและมีความเป็นเทคนิค ผ่านการออกแบบแบบเลเยอร์ ตัวเรือนไทเทเนียมเคลือบ PVD สีดำ และรายละเอียดสีโรสโกลด์ที่ตัดกันอย่างลงตัว
ขณะที่ Curvex CX ขนาด 38.2 x 55.4 มิลลิเมตร ถ่ายทอดกลไกเดียวกันผ่านเส้นสายที่พลิ้วไหวและสง่างามยิ่งกว่า ภายใต้ตัวเรือนทรงโค้งอันเป็นเอกลักษณ์ของ Franck Muller ซึ่งมีให้เลือกทั้งรุ่นโรสโกลด์และไทเทเนียมผิวซาติน
อย่างไรก็ตาม ความจริงจังด้านวิศวกรรมไม่ได้ทำให้คอลเลกชันนี้ขาดความสนุกCurvex CX Master Jumper Skeleton รุ่นหนึ่งได้รับการตกแต่งด้วยโทนสี Color Dreams อันเป็นเอกลักษณ์ของ Franck Muller เติมแต่งสีสันสดใสให้กับหน้าปัด ขณะเดียวกันก็ยังคงไว้ซึ่งความสง่างามของนาฬิกา
“เราต้องการนำจิตวิญญาณแห่งสีสันและความสุขของ Franck Muller มาถ่ายทอดลงบนหน้าปัด แต่ในขณะเดียวกันก็ยังคงความหรูหราและสง่างามเอาไว้” Glénat อธิบาย
ผลลัพธ์ที่ได้สะท้อนถึงสมดุลที่ Franck Muller เชี่ยวชาญมาโดยตลอด นั่นคือการสร้างสรรค์เรือนเวลาชั้นสูงที่เปี่ยมด้วยความจริงจังทางเทคนิค แต่ยังคงแฝงไว้ด้วยความสนุกสนาน
“เมื่อมองครั้งแรก คุณจะเห็นเพียงรูปทรงตัวเรือนที่สง่างาม แต่เมื่อใช้เวลาสังเกตมากขึ้น คุณจะเริ่มค้นพบการเคลื่อนไหวอันน่าหลงใหลของกลไกภายใน มันทั้งสนุกและจริงจังในเวลาเดียวกัน ซึ่งนั่นคือเอกลักษณ์ของ Franck Muller อย่างแท้จริง” Glénat กล่าว
Credit: Franck Muller
คอลเลกชัน Mystery สำหรับสุภาพสตรี นับเป็นหนึ่งในการตีความการแสดงเวลาที่มีเอกลักษณ์และแหวกขนบที่สุดของ Franck Muller โดยนาฬิการุ่น Mystery รุ่นแรกได้เปลี่ยนแนวคิดการบอกเวลาจากการใช้เข็มแบบดั้งเดิม มาเป็นแผ่นดิสก์หมุนสำหรับแสดงชั่วโมง ก่อนจะพัฒนาสู่ Double Mystery ด้วยการเพิ่มแผ่นดิสก์สำหรับแสดงนาที และใน Round Triple Mystery เรื่องราวดังกล่าวได้รับการต่อยอดอย่างสมบูรณ์แบบ ด้วยการเพิ่มแผ่นดิสก์หมุนสำหรับแสดงวินาทีเป็นชุดที่สาม เปลี่ยนหน้าปัดให้กลายเป็นการแสดงการเคลื่อนไหวอันน่าหลงใหลที่ดำเนินไปอย่างต่อเนื่องไม่สิ้นสุด
นาฬิการุ่นนี้ขับเคลื่อนด้วยกลไกอัตโนมัติแบบขึ้นลานสองทิศทาง (Bidirectional Automatic) ที่พัฒนาขึ้นภายในเมซง ซึ่งทำหน้าที่ขับเคลื่อนแผ่นดิสก์สำหรับแสดงชั่วโมง นาที และวินาที ให้หมุนอย่างอิสระจากกัน การผสานแผ่นดิสก์วินาทีซึ่งต้องหมุนด้วยความเร็วสูงเข้ากับกลไก ถือเป็นความท้าทายทางวิศวกรรมครั้งสำคัญ ทีมวิศวกรจึงพัฒนาโครงสร้าง Skeleton บริเวณแกนกลางให้มีน้ำหนักเบาเป็นพิเศษ เพื่อลดมวลของชิ้นส่วน พร้อมรักษาเสถียรภาพและความเที่ยงตรงของการทำงานไว้ในเวลาเดียวกัน
ในปีนี้ Franck Muller ได้ต่อยอดแนวคิดดังกล่าวไปอีกขั้น ด้วยการเปิดตัว Round Triple Mystery Skeleton
Credit: Franck Muller
“Triple Mystery เปิดประตูบานใหม่ให้กับเรา และมอบโอกาสในการสำรวจรูปแบบใหม่ของการเคลื่อนไหว ความโปร่งใส และการใช้สีสัน” Glénat กล่าว
ความท้าทายของทีมออกแบบคือการสร้างนาฬิกา Skeleton โดยยังคงรักษาภาพลวงตาอันเป็นเอกลักษณ์ของคอลเลกชัน Mystery เอาไว้ให้ได้ คำตอบของโจทย์นี้อยู่ที่การสร้างสมดุลอย่างประณีตระหว่างความโปร่งใสและโครงสร้างของกลไก แผ่นดิสก์หมุนแบบ Skeleton เปิดเผยให้เห็นกลไกที่อยู่เบื้องล่าง ขณะที่โครงสร้างโลหะซึ่งโดยปกติใช้ยึดกลไกเข้ากับตัวเรือนได้ถูกแทนที่ด้วยวงแหวนแซฟไฟร์
“โดยปกติจะมีโครงสร้างโลหะล้อมรอบกลไกเพื่อยึดไว้ภายในตัวเรือน แต่เราเปลี่ยนมาใช้วงแหวนแซฟไฟร์ที่ติดตั้งไว้ด้านหลังแทน จึงไม่มีสิ่งใดมาบดบังมุมมองเมื่อมองผ่านแผ่นดิสก์” Glénat อธิบาย
ผลลัพธ์ที่ได้คือเรือนเวลาที่ให้ความรู้สึกโปร่ง เบา และสง่างามอย่างโดดเด่น สะพานจักรทุกชิ้นถูกลดทอนให้เหลือเพียงเท่าที่จำเป็น โดยบางชิ้นมีความกว้างเพียง 0.3 มิลลิเมตร ขณะที่ลวดลายเรขาคณิตอันละเอียดอ่อนถูกถ่ายทอดอย่างต่อเนื่องบนแผ่นดิสก์หมุนแต่ละชุด บริเวณกึ่งกลางหน้าปัดยังตกแต่งด้วยลวดลายคล้าย Spirograph ที่ช่วยขับเน้นแนวคิดของการเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่อง โดยใช้เพชรเจียระไนทรงสามเหลี่ยมเป็นตัวบ่งชี้วินาที
“เป้าหมายของเราคือการสร้างนาฬิกาที่มีความอ่อนช้อยและสะท้อนความเป็นผู้หญิงได้มากที่สุด” Glénat กล่าว
Round Triple Mystery มาในตัวเรือนทรงกลมขนาด 39 มิลลิเมตร ผลิตจากโรสโกลด์หรือไวท์โกลด์ พร้อมนำเสนอทั้งหมด 3 เวอร์ชัน ที่สะท้อนบุคลิกแตกต่างกันอย่างชัดเจน
รุ่น Skeleton เผยความงดงามของกลไกผ่านแผ่นดิสก์แบบ Openworked และยังมีเวอร์ชันที่ประดับเพชรลงบนโครงสร้าง Skeleton โดยตรง
รุ่น Invisible Baguette โดดเด่นด้วยการห่อหุ้มตัวเรือนไว้ด้วยประกายแสงของเพชรอย่างต่อเนื่อง ผ่านการประดับเพชรทรงบาแก็ตต์จำนวน 48 เม็ด บนตัวเรือน และอีก 139 เม็ด บนหน้าปัด
ส่วนรุ่น Rainbow ถ่ายทอดการไล่เฉดสีของอัญมณีอย่างประณีต ไม่ว่าจะเป็นแซฟไฟร์ ทับทิม อะเมทิสต์ และซาโวไรต์ ทั้งแบบเจียระไนทรงกลม (Round Brilliant Cut) และทรงบาแก็ตต์ (Baguette Cut)
Credit: Franck Muller
ผลงานเด่นประจำปีของ Franck Muller คือ Vanguard Aero Revolution 3 Skeleton ซึ่งนับเป็นวิวัฒนาการล่าสุดของ Tri-Axial Tourbillon กลไกสามแกนรุ่นแรกของโลกที่เมซงเป็นผู้บุกเบิกมาตั้งแต่ปี 2004
ด้วยการออกแบบแบบ Openworked อย่างเต็มรูปแบบ พร้อมโครงสร้างที่โดดเด่นราวประติมากรรม เรือนเวลารุ่นนี้ได้ลดทอนทุกองค์ประกอบให้เหลือเพียงแก่นแท้ของกลไก เปิดพื้นที่ให้แสง เงา และมิติของโครงสร้างกลายเป็นส่วนหนึ่งของงานออกแบบ
ตัวเรือนทรง Vanguard Tonneau ขนาด 43.4 x 52.1 มิลลิเมตร มีให้เลือกทั้งโรสโกลด์ ไทเทเนียมรมดำ และสเตนเลสสตีล โดยได้รับการออกแบบให้เปิดโล่งทั้งสี่ด้าน
อีกหนึ่งความแปลกใหม่ที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนใน Franck Muller คือการติดตั้งกลไกเข้ากับ ฝาหลังของตัวเรือน (Caseback) โดยตรง แทนที่จะยึดกับโครงตัวเรือนส่วนกลาง (Case Middle) เช่นนาฬิกาทั่วไป ส่งผลให้สะพานจักร กระปุกลาน และชุดเฟืองทั้งหมดสามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจนจากแทบทุกมุมมอง ผลลัพธ์ที่ได้จึงไม่ใช่เพียงเรือนเวลา หากยังเปรียบเสมือนประติมากรรมเชิงกลที่สามารถสวมใส่ได้ และเป็นผลงานที่พร้อมจะดึงดูดทุกสายตาและบทสนทนา
หัวใจสำคัญของเรือนนี้คือ Tri-Axial Tourbillon ซึ่งประกอบด้วยกรงตูร์บิยองสามชั้นที่หมุนซ้อนกันบนแกนที่แตกต่างกัน โดยแต่ละกรงหมุนครบรอบในเวลา 60 วินาที, 8 นาที และ 60 นาที ตามลำดับ เพื่อชดเชยผลกระทบของแรงโน้มถ่วงจากทุกตำแหน่งการสวมใส่
ภายในขับเคลื่อนด้วยกลไกอินเฮาส์ Calibre MVT FM 2031-VS ซึ่งใช้เวลาพัฒนานานถึง 2 ปี และประกอบด้วยชิ้นส่วน 280 ชิ้น พร้อมสำรองพลังงานได้นานถึง 10 วัน จากกระปุกลานคู่ (Twin Barrels)
“สำหรับเรือนนี้ เราขอให้ทีมวิศวกรเปลี่ยนวิธีคิด” Glénat กล่าว “แทนที่จะเริ่มต้นจากตัวเรือนที่มีอยู่แล้วค่อยตัดวัสดุส่วนเกินออก เราอยากให้เริ่มจากศูนย์ แล้วเติมเฉพาะวัสดุที่จำเป็นที่สุดเท่านั้น”
ความท้าทายสำคัญคือ ตัว Tri-Axial Tourbillon มีความหนามากกว่าตัวเรือนเสียอีก แทนที่จะเพิ่มความหนาของตัวเรือน Franck Muller จึงเลือกออกแบบ ฝาหลังแซฟไฟร์ทรงโดม เพื่อรองรับขนาดของกลไกทูร์บิญง
“ข้อจำกัดในตอนแรกกลับกลายเป็นข้อได้เปรียบในท้ายที่สุด” Glénat กล่าว “เพราะมันทำให้เราได้รูปทรงที่มีเอกลักษณ์ทางด้านงานออกแบบ และยังเปิดมุมมองใหม่ให้สามารถชื่นชมกลไกได้ในแบบที่ไม่เคยมีมาก่อน ขณะเดียวกัน ผู้สวมใส่ก็จะประหลาดใจว่ามันสวมใส่สบายกว่าที่คิด”
เมื่อมองจากด้านข้าง โครงสร้างกลไกที่ซ้อนเป็นชั้น ๆ ให้ภาพคล้ายเส้นขอบฟ้าของมหานครขนาดย่อม โดยกระปุกลานคู่ถูกจัดวางไว้ในตำแหน่งด้านล่าง ขณะที่ Tri-Axial Tourbillon ลอยเด่นอยู่เหนือขึ้นไป สร้างมิติและความลึกที่น่าตื่นตาตื่นใจ
“นี่คือเรือนเวลาที่พิเศษอย่างแท้จริง” Glénat กล่าวทิ้งท้าย “เราผลิตเพียง 8 เรือนต่อหนึ่งรหัสอ้างอิง (Reference) ทั่วโลก และจะไม่มีการผลิตทั้งสามเวอร์ชันนี้ซ้ำอีก”
ค้นพบนาฬิกา Franck Muller วันนี้ที่บูติกของเรา