30 ก.ย. 2025
การตกแต่งพื้นผิวด้วยความประณีต, งานฝีมือขั้นสูง และความพิถีพิถันในทุกรายละเอียด ทำให้นาฬิกาที่โดดเด่นเหล่านี้แปรเปลี่ยนการบอกเวลาให้กลายเป็นบทกวีที่สามารถชื่นชมด้วยสายตา ทุกครั้งที่มองเหมือนพบความสงบเงียบดุจดังท้องฟ้ายามพลบค่ำที่ได้รับการถ่ายทอดมาประดับบนข้อมือ
เมื่อช่วงฤดูใบไม้ร่วงมาถึง ช่วงเวลากลางวันจะสั้นลง และความมืดปกคลุมท้องฟ้ายาวนานขึ้น จนเหมือนกับโลกได้เข้าสู่ช่วงเวลาแห่งการทบทวน เทศกาลไหว้พระจันทร์ คือช่วงเวลาเฉลิมฉลองการเปลี่ยนผ่านฤดูกาล – การมารวมตัวใต้แสงจันทร์เต็มดวงในช่วงฤดูเก็บเกี่ยว และทบทวนสิ่งต่างๆ อย่างรอบคอบ ปราศจากความร้อนรน โดยปีนี้เรือนเวลาที่ถูกคัดสรรว่าเหมาะสมกับบรรยากาศของช่วงเวลานี้มากที่สุด ความเลิศหรูถูกแทนที่ด้วยความประณีตเรียบง่าย พื้นผิวเปล่งประกายยามแสงตกกระทบ และผิวสัมผัสที่แสดงให้เห็นมิติในทุกมุมมอง ทั้งหมดถูกนำเสนอผ่าน 5 เรือนเวลาที่ค้นคว้าเรื่องราวการเปลี่ยนแปลง จนพบความงดงามระหว่างแสง และเงาที่งสมบูรณ์แบบ
สง่างาม และเปล่งประกายดุจไข่มุก นาฬิกา BOVET Récital 12 36mm ถ่ายทอดความรู้สึกสงบเงียบเพื่อทบทวนเรื่องราวในชีวิตก่อนเข้าสู่เทศกาลไหว้พระจันทร์ให้กลายเป็นงานศิลป์ที่สามารถสวมใส่บนร่างกาย ตัวเรือนโลหะผสม Stainless Steel ขนาด 36 มม. ประดับเพชรที่เจียระไนรูปทรงเกสร (Brilliant Cut) 56 เม็ด น้ำหนักรวมมากกว่า 1 กะรัต โอบล้อมหน้าปัดมุกที่เปล่งประกายแสงเงาระยิบระยับดุจแสงจันทร์บนผืนน้ำที่นิ่งสงบ ท่ามกลางการเล่นแสงอันงดงามเหมือนต้องการเชื้อเชิญให้ชื่นชมได้นานตราบเท่าที่ต้องการ
ทุกชั่วโมงเปี่ยมด้วยบทกวี เมื่อเข็มชั่วโมง และเข็มนาทีบรรจบกันในทุกๆ 60 นาที จะผสานเป็นรูปหัวใจชั่วขณะ ก่อนจะแยกจากกันอีกครั้ง – เปรียบเสมือนท่าทางอันอ่อนโยนที่สะท้อนถึงการกลับมาพบกัน เพื่อใช้ช่วงเวลาที่มีคุณค่าร่วมกัน ภายในตัวเรือนบรรจุกลไก 11BA15 ที่มีการทำงานเที่ยงตรง และระบบพลังงานสำรอง 42 ชั่วโมง
การเลือกจับคู่กับสายโลหะที่ผสานเข้ากันอย่างลงตัว ตัวเรือนของคอลเลคชั่น Dimier ให้สัมผัสที่สบายระหว่างสวมใส่ การตกแต่งพื้นผิวแบบ Satin และการขัดเงามอบสัมผัสเหมือนผ้าแพรที่แนบสนิทผิวกาย ขณะที่ตัวล็อกสายตกแต่งให้คล้ายอักษร “V” ที่เป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ ทำให้พอเชื่อมต่อกันจะกลายเป็นสัญลักษณ์ Infinity – สื่อถึงความสัมพันธ์ที่ยาวนานระหว่างการสืบทอดมรดกความสำเร็จจากอดีตกับความร่วมสมัย โดยระบบกลไกสายแบบถอดเปลี่ยนได้ช่วยให้สลับจากความเรียบหรูของสายโลหะในช่วงเวลากลางวันสู่ความโดดเด่นของสายหนังจระเข้ในยามค่ำคืนแทบจะในทันที
มื่อพลิกดูด้านหลังของนาฬิกา เรื่องราวส่วนตัวที่ถูกเก็บไว้ถูกเปิดเผยออกมา ฝาหลังของตัวเรือนตกแต่งอย่างประณีตด้วยลวดลายกิลโยเช่ (Guilloché) ซึ่งได้แรงบันดาลใจจากนาฬิกาพกโบราณที่เก็บรักษาไว้ในพิพิธภัณฑ์ BOVET ในบริเวณ Château de Môtiers ปราสาทสมัยศตวรรษที่ 14 ความงดงามของรายละเอียดเหล่านี้จะมีเพียงผู้สวมใส่เท่านั้นที่จะได้สัมผัส เปรียบเสมือนการตัดเย็บที่ต้องใช้ทักษะฝีมือเช่นเดียวกับชุดโอต์กูตูร์ (Haute Couture)
Franck Muller ถ่ายทอดความงดงามเพียงชั่วขณะของแสงยามพลบค่ำ – ช่วงเวลาที่แสงตะวันค่อยๆ ลับขอบฟ้า และความมืดเข้าปกคลุม ชื่อของนาฬิกาเรือนนี้เป็นการแสดงความเคารพในเทคนิคการวาดภาพยุคเรอเนสซองส์ที่เรียกว่า Sfumato (ในภาษาอิตาเลียนหมายถึง “นุ่มนวล” หรือ “พร่ามัว”) โดยมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักจาก Leonardo da Vinci อัจฉริยะนักประดิษฐ์ที่มีการสร้างผลงานภาพวาดด้วยการไล่เฉดสีให้กลมกลืนไร้ขอบเขตเพื่อสร้างมิติความลึกของบรรยากาศ
หน้าปัดสีเทากลายเป็นดั่งผืนผ้าใบแห่งสมาธิอันสงบนิ่ง การเคลือบพื้นผิวอย่างพิถีพิถันด้วยแล็กเกอร์หลายชั้น จนทำให้เกิดการไล่เฉดสีจนมีความเข้มขึ้นบริเวณขอบเพื่อดึงดูดสายตาสู่ด้านในเหมือนกับเทคนิค Vignette คือการทำให้ขอบภาพมืดลงเพื่อดึงจุดสนใจไปที่วัตถุหลักเหมือนในภาพยนตร์คลาสสิก ทำให้เมื่อแสงเคลื่อนผ่านพื้นผิวจะทำให้เกิดมิติ จนทำให้เข้าสู่ความสงบนิ่งในขณะที่เข็มนาฬิกายังคงรักษาความงดงามที่เรียบง่าย และร่วมสมัยไว้อย่างสมบูรณ์แบบ
ตัวเรือนวัสดุทองโรสโกลด์ของนาฬิกาจากคอลเลกชัน Vanguard โดยมีขนาด 49.95 x 41 มม. โดดเด่นด้วยโทนสีอบอุ่นที่ขับเน้นโทนเย็นของหน้าปัด ความบางเพียง 9.1 มม. ทำให้สวมใส่บนข้อมือได้อย่างลงตัว และมีความสบาย รวมทั้งสายหนังที่มีการเลือกโทนสีให้เข้ากับหน้าปัด และขอบตัวเรือนด้านข้าง – เพิ่มความโดดเด่นให้เส้นสายจากตัวเรือนจนถึงตัวล็อก
เมื่อมองผ่านฝาหลังที่เหมือนการจัดแสดงงานศิลป์ชั้นยอด ระบบกลไกอัตโนมัติ FM 708-S6 พร้อมพลังงานสำรอง 42 ชั่วโมง เผยให้เห็นการตกแต่งอันประณีต จนทำให้ Vanguard Sfumato Slim ไม่ได้นำเสนอความมินิมอลลิสต์เท่านั้น แต่เป็นบทศึกษาแห่งการเปลี่ยนผ่าน – ด้วยการเก็บช่วงเวลาสำคัญระหว่างแสง และเงาไว้อย่างแยบยล ก่อนจะกลั่นออกมาเป็นเรือนเวลาที่เรียบหรูแฝงความลึกซึ้งที่เหมาะจะเป็นเพื่อนคู่กายในชีวิตประจำวัน
ผู้ผลิตนาฬิกาอิสระสัญชาติสวิสนำเสนอ Streamliner Flyback Chronograph Automatic Frozen ด้วยการกลั่นความงามของแสงยามพลบค่ำผ่านพื้นผิวของตัวเรือน ความน่าหลงใหลของหน้าปัดโทนสีน้ำเงิน Midnight Blue เกิดจากเทคนิคการไล่เฉดสีที่พวกเขาเรียกว่า Fumé เป็นการศึกษาความสัมพันธ์ที่เรียบง่ายระหว่างแสง และเงา ลวดลายที่เหมือนน้ำแข็งเกาะเกิดจากการแกะสลักด้วยมือบนแผ่นทองเหลือง ก่อนจะเคลือบด้วยแล็กเกอร์ทับหลายชั้น ผลลัพธ์ที่ได้คือพื้นผิวที่มีความเปล่งประกายแตกต่างในแต่ละมุมมอง – ในบางครั้งอาจจะเห็นเป็นแสงระยิบระยับหรือความลุ่มลึกของมิติ – ราวกับแสงจันทร์ที่สาดส่องบนใบไม้ที่เปียกชุ่มน้ำค้างยามค่ำคืน และโลโก้แบรนด์ผ่านการเคลือบแล็กเกอร์ทำให้มีความโปร่งใสจนแทบมองไม่เห็นช่วยคงความบริสุทธิ์ของหน้าปัดได้อย่างดงาม
ความกลมกลืนเป็นหนึ่งเดียวของตัวเรือนขนาด 42.3 มม. เกิดจากการเลือกใช้วัสดุทองเร้ดโกลด์ผสมผสานความน่าหลงใหลเข้ากับเส้นสายแบบงานปะติมากรรม รวมทั้งการเลือกสายนาฬิกาที่เป็นวัสดุยางสีดำเพิ่มความรู้สึกสปอร์ตร่วมสมัย ขณะที่ปุ่มกดรูปทรงโค้งเรียวบาง และเม็ดมะยมแบบขันเกลียวทำให้นาฬิกาเรือนนี้มีคุณสมบัติกันน้ำลึก 120 เมตร โดยบริเวณตรงกลางหน้าปัดที่ออกแบบอย่างเรียบง่ายช่วยเพิ่มความน่าหลงใหลให้พื้นผิวที่ได้รับการตกแต่งอย่างประณีต
หัวใจหลักของนาฬิกาเรือนนี้คือกลไกอัตโนมัติ HMC 907 – ซึ่งพัฒนาร่วมกับผู้เชี่ยวชาญด้านกลไก AGENHOR พร้อมมอบพลังงานสำรองยาวนาน 72 ชั่วโมง – นับเป็นสถาปัตยกรรมกลไกจับเวลา Chronograph ที่ได้รับการยกย่องในวงกว้าง โดยชุดเฟืองควบคุมการจับเวลา (Column Wheel) พร้อมฟังก์ชั่น Flyback Chronograph แสดงนาที และวินาทีตรงจุดศูนย์กลาง คลัตช์แนวนอน (Horizontal Clutch) และล้อฟันขนาดเล็ก (Micro-toothed Smooth Wheel) ช่วยป้องกันการกระโดดของเข็ม โดยปุ่มควบคุมรูปทรง Tulip Yoke เพิ่มความแม่นยำ และความมั่นใจในการใช้งาน พร้อมติดตั้งแผ่นจานถ่วงน้ำหนัก (Rotor) ผลิตจากวัสดุทังสเตนซ่อนอยู่ฝั่งเดียวกับหน้าปัด ฝาหลังแซฟไฟร์แบบโปร่งเผยให้เห็นการทำงานของสะพานกลไกที่ตกแต่งโทนสีเทาแอนทราไซต์เคลือบโรเดียม (Anthracite-rhodium Bridges) และลวดลาย Moser เอียงทำมุม 45 องศา เป็นการเก็บรายละเอียดในทุกองค์ประกอบอย่างลึกซึ้งเช่นเดียวกับความพิถีพิถันในการสร้างสรรค์หน้าปัดของนาฬิกาเรือนนี้
องค์ประกอบทั้งหมดถูกเติมเต็มให้สมบูรณ์แบบด้วยเข็มชั่วโมง และเข็มนาทีพร้อมแถบ Globolight, เข็มวินาทีจับเวลา Chronograph สีแดงสด, มาตรวัด (Tachymeter) และเส้นแบ่งนาที (Minute Track) ที่ออกแบบให้มีความชัดเจนในการอ่านค่าเวลา สร้างความดึงดูดสายตาให้เรือนเวลานี้ด้วยการผสมผสานความเรียบง่าย และพลังานอันบริสุทธิ์จากทั้งวัสดุ, การตกแต่ง และกลไกที่มาบรรจบกันในช่วงเวลาที่ดีที่สุด
ค่ำคืนที่สว่างไสวจากแสงโคมไฟ และกลางคืนที่ยาวนานในช่วงกลางฤดูใบไม้ร่วงสร้างบรรยากาศที่เงียบสงบถูกถ่ายทอดโดย Parmigiani Fleurier สู่เรือนเวลา Tonda PF Skeleton Slate Green ที่สร้างสัมผัสอารมณ์เหล่านั้นผ่านวัสดุโลหะ และแสงที่งดงาม ด้วยแรงบันดาลใจจากจานสีของ Le Corbusier สถาปนิก และจิตกรชาวสวิส-ฝรั่งเศสที่มีชื่อเสียงในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 ทำให้หน้าปัดแบบโปร่งของ Slate Green เลือกใช้โทนสีเพื่อสร้างบรรยากาศ แสงสะท้อนของวัสดุโลหะ และเงาที่กระจายอยู่ในส่วนต่างๆ เพิ่มความน่าสนใจให้การเคลื่อนไหวของกลไกที่อยู่ด้านใน เชิญชวนให้ทุกสายตาต้องมองผ่านลวดลายฉลุที่เหมือนเป็นแผงกั้น
ตัวเรือนโลหะ Stainless Steel ขนาด 40 มม. (โดยมีความบางเพียง 8.5 มม.) ล้อมรอบด้วยขอบตัวเรือนแพลตินั่มที่ผ่านการแกะลายด้วยมืออย่างประณีตจนเหมือนหน้าปัดถูกโอบล้อมจากแสงจันทร์ โครงสร้างสถาปัตยกรรมของ Slate Green – ให้ความรู้สึกสงบ, เยือกเย็น และเปิดโล่งสัมผัสถึงความงดงาม – เพื่อดึงดูดสายตาของคุณให้มองเข้าสู่ด้านใน โดยหลักชั่วโมง และเข็มนาฬิการูปทรงสามเหลี่ยม (Delta) แบบโปร่งช่วยให้การอ่านค่าเวลาได้อย่างชัดเจนด้วยการตกแต่งขอบ และขัดพื้นผิวแบบ Satin
เรือนเวลานี้ขับเคลื่อนด้วยกลไกอัตโนมัติ PF 777 โดยเผยให้เห็นสถาปัตยกรรมที่น่าตื่นเต้น: ด้วยการใช้สะพานกลไก (Bridges) ตกแต่งด้วยมือ และแกนลาน (Barrel) แบบโปร่งเพื่อแสดงให้เห็นจังหวะ “หายใจ” อย่างช้าๆ ของลานหลัก (Mainspring) ขณะที่แผ่นจานถ่วงน้ำหนัก (Rotor) ใช้วัสดุทองคำขาว 22K หมุนอยู่ใต้ฝาหลังแซฟไฟร์ และการมีพลังงานสำรอง 60 ชั่วโมง ทำให้การเดินของเวลาเป็นไปอย่างสง่างาม
ความสง่างามที่สามารถใช้งานในชีวิตจริง: ทั้งคุณสมบัติป้องกันน้ำลึก 100 เมตร สายวัสดุ Stainless Steel ที่ออกแบบด้วยความใส่ใจในทุกรายละเอียดเพิ่มความงดงามสะท้อนลวดลายสลับระหว่างการขัดด้าน และขัดเงาแบบ Satin ผลิตจำนวนจำกัดเพียง 50 เรือน ถือเป็นนาฬิกาที่ถ่ายทอดบรรยากาศของเทศกาลไหว้พระจันทร์ได้อย่างงดงามด้วยการรวบรวมความ – สงบนิ่ง, สมดุล และเปล่งประกายด้วยความหรูหราอย่างเรียบสงบ
เมื่อพระจันทร์เต็มดวงในช่วงฤดูใบไม้ร่วงทอแสงนวลละมุนบนฟากฟ้า Grand Seiko SBGR261 จากคอลเลคชั่น Elegance ถ่ายทอดความสงบลุ่มลึกของฤดูกาลอย่างงดงาม เรือนเวลานี้สะท้อนแก่นแท้ของช่วงเวลาแห่งความสำเร็จ ห้วงขณะที่ทุกสิ่งสอดคล้องกันอย่างสมบูรณ์แบบ – เฉกเช่นความสงบ และการร่วมแรงร่วมใจเพื่อเฉลิมฉลองเทศกาลไหว้พระจันทร์
แรงบันดาลใจจากการสืบทอดมรดกความสำเร็จของ Grand Seiko ในช่วงทศวรรษ 1960 ตัวเรือนโลหะ Stainless Steel ขนาด 39.5 มม. ขานาฬิกาที่มีขนาดเล็ก และขอบตัวเรือนขัดเงาด้วยเทคนิค Zaratsu สะท้อนแสงจันทร์ได้เหมือนดั่งกระจกเงา หน้าปัดเคลือบแล็กเกอร์สีครีมทำให้นึกถึงสีงาช้างของโคมไฟโบราณสร้างความรู้สึกอบอุ่น ขณะที่หลักชั่วโมงแบบ Appliqué และโลโก้ที่เป็นเอกลักษณ์ติดตั้งด้วยมืออย่างพิถีพิถันจากช่างฝีมือผู้เชี่ยวชาญ โดยเข็มชั่วโมง-นาทีทรงสามเหลี่ยม Dauphine และเข็มวินาทีสีน้ำเงินช่วยเติมเต็มองค์ประกอบที่งดงาม ผลงานสร้างสรรค์จากงานฝีมือนี้ยังสะท้อนให้เห็นความใส่ใจในทุกรายละเอียดตามแบบฉบับชาวญี่ปุ่นที่สืบทอดมายาวนานหลายศตวรรษ
ภายในรูปลักษณ์ที่สง่างามของนาฬิกาเรือนนี้แฝงไว้ด้วยความเป็นเลิศทางเทคนิค กลไกอัตโนมัติ Caliber 9S65 ไขลานด้วยมือ สร้างความประทับใจด้วยการมีพลังงานสำรองนานถึง 3 วัน พร้อมฟังก์ชั่นตั้งวันที่แบบเร็ว และตัวเรือนที่มีความหนา 13.5 มม. รักษาความเรียบหรูอย่างมีระดับเมื่อจับคู่กับสายหนังจระเข้สีน้ำตาลเข้ม ผสานความลงตัวที่สมบูรณ์แบบระหว่างรูปทรงกับฟังก์ชั่นการใช้งาน
ไม่ว่าจะเพื่อชมความงดงามของแสงจันทร์เต็มดวงหรือบันทึกช่วงเวลาสำคัญในชีวิต เรือนเวลานี้มอบความเชื่อมั่นในองค์ความรู้ที่พิเศษของชาวญี่ปุ่นอย่างแท้จริง – ความเรียบง่ายที่ส่องประกายในทุกช่วงเวลา สะท้อนความสง่างามเหนือกาลเวลาที่เป็นหัวใจของ Grand Seiko พร้อมบรรยากาศแห่งความสงบเงียบเพื่อทบทวนเรื่องราวชีวิตของช่วงฤดูใบไม้ผลิที่งดงาม
ค้นหา แบรนด์นาฬิกาชั้นนำอื่นๆ ผ่านช่องทางออนไลน์ของ Cortina Watch และสามารถเยี่ยมชม บูติก หรือ ติดต่อตัวแทนฝ่ายขายเพื่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม