21 ก.พ. 2025
การสร้างสรรค์นาฬิกาประดับอัญมณีชั้นสูงเป็นการผสมผสานระหว่างศิลปะ และความเชี่ยวชาญ เป็นงานฝีมือที่ต้องใส่ใจทุกรายละเอียด จนออกมาเป็นผลงานระดับมาสเตอร์พีซที่ส่องประกายระยิบระยับจากการประดับด้วยเพชรที่ผ่านการเจียระไนหลากหลายรูปแบบ และเติมแต่งด้วยอัญมณีหลากสีสัน – ทั้งหมดเกิดจากประสบการณ์ความชำนาญด้านเทคนิคของช่างฝีมือเพียงหนึ่งคนหรือมากกว่านั้นที่ต้องใช้เวลาหลายร้อยชั่วโมงเพื่อสร้างผลงานที่สมบูรณ์แบบ
ในครั้งนี้เราจะพาทุกคนสำรวจความมหัศจรรย์ของผลงานที่สร้างขึ้นจากช่างฝีมือระดับสูงของโลกแห่งเรือนเวลาผ่านบรรดานาฬิกาประดับอัญมณีที่มีประวัติศาสตร์สืบทอดยาวนานผ่านคอลเลคชั่นของCartier, Chopard และ Bvlgari
ขั้นตอนการสร้างสรรค์นาฬิกาประดับอัญมณี จะเริ่มต้นจากการใช้ความพิถีพิถันในการคัดเลือกอัญมณีที่มีสีสันอย่างที่ต้องการ, เนื้ออัญมณีที่มีความใส และขนาดที่เหมาะสม โดยการออกแบบนาฬิกาประเภทนี้ให้มีความสมบูรณ์แบบต้องอาศัยความชำนาญของนักอัญมณีศาสตร์ และทักษะระดับสูงของช่างตกแต่งอัญมณี ทำให้ผู้ผลิตนาฬิกาบางแบรนด์เลือกที่จะมีช่างอัญมณีประจำโรงงานผลิตของตัวเอง แต่อีกส่วนหนึ่งจะเป็นการทำงานร่วมกับช่างอัญมณีที่มีความชำนาญจากการที่ต้องใช้กระบวนการตกแต่งที่ยาวนาน และความพิถิพิถันที่สูง
(Credit: Cartier)
ในอดีตเคยมีคำกล่าวว่า “ความสามารถในการออกแบบรูปทรงที่พิเศษของCartier เหมือนเป็นการก้าวผ่านเขตแดนระหว่างความจริงสู่ดินแดนแห่งจินตนาการที่คนทั่วไปไม่สามารถไปถึง จนทำให้ผลงานสร้างสรรค์ของพวกเขาเหมือนกำเนิดขึ้นจากนักมายากลเจ้าเล่ห์” ด้วยการที่ผลงานของแบรนด์ลักชัวรี่จากประเทศฝรั่งเศส เหมือนนำพาทุกคน สัมผัสถึงความมหัศจรรย์ของเวลา ก่อนจะกำหนดระดับความงาม และเปิดเผยความลึกลับทั้งหมดผ่านผลงานสร้างสรรค์นาฬิกาตลอดหลายทศวรรษ ด้วยความคิดสร้างสรรค์ที่ไม่สิ้นสุดนำไปสู่การสำรวจทุกสิ่งตั้งแต่ความเป็นทางการจนถึงแนวคิดเชิงนามธรรม, เทคนิคขั้นสูงสู่ความพิถีพิถันในทุกรายละเอียด และความกล้าหาญสู่ความมหัศจรรย์
หลังจากนั้นความมีเสน่ห์ และความดุร้ายที่ไม่อาจควบคุมของบรรดาสัตว์ที่เป็นสัญลักษณ์ประจำโรงละครสัตว์ Cartier ถูกนำเสนอผ่านนาฬิกาของพวกเขาตั้งแต่ปี 1914 ซึ่งเป็นปีที่ภาพของเสือดำปรากฎบนหน้าปัดนาฬิกาของพวกเขาเป็นครั้งแรก
ความหลงใหลสัตว์จากเทพนิยายทำให้เกิดการพบกันของม้าลาย และจระเข้ กลายเป็นแรงบันดาลใจที่นำไปสู่การสร้างสรรค์ทั้งหมด ในส่วนของลวดลายกราฟฟิก และงานฝีมือถูกดำเนินงานไปพร้อมกัน ขั้นตอนการเคลือบแลคเกอร์ด้วยมือ เส้นสายของสัตว์ในจินตนาการถูกโอบล้อมด้วยหน้าปัดรูปทรงเพชร ความประณีตของการแกะสลักรอบอัญมณีแสดงให้เห็นความชำนาญของช่างฝีมือประจำโรงงานผลิตนาฬิกาของ Cartier
แต่คงไม่มีสัตว์ตัวใดที่มีชื่อเสียงมากไปกว่า Panthère (Panther – เสือดำ) ที่กลายเป็นสัญลักษณ์ของแบรนด์ โดยถูกสร้างขึ้นในช่วงกำเนิดศิลปะแนว Art Deco (ทศวรรษ 1920-1930) ผู้ผลิตเครื่องประดับ และนาฬิกาของประเทศฝรั่งเศสรายนี้ได้สร้างผลงานที่กลายเป็นสัญลักษณ์แห่งยุคสมัย เจ้าแมวยักษ์กลายเป็นสไตล์การออกแบบที่ได้รับความนิยมอย่างสูง
การเลือกที่จะตีความหมายคาแร็กเตอร์ของเสือดำในเชิงรูปธรรม และงานประติมากรรม ทำให้เห็นวิสัยทัศน์ในการสร้างสรรค์เจ้าแมวยักษ์นำไปสู่ผลงานเสือดำระดับไอคอนมากมายของ Cartier และยังคงมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักในปัจจุบัน
ตลอดระยะเวลาหลายทศวรรษเสือดำปรากฎในรูปแบบที่แตกต่างบนเรือนเวลาของ Cartier แต่มีเพียงไม่กี่โมเดลที่จะได้รับเสียงชื่นชมจนมีสถานะเป็นสัญลักษณ์เหมือนกับ Panthère de Cartierที่ถูกสร้างขึ้นเมื่อปี 1983 และได้รับการยกย่องให้เป็น 1 ในนาฬิกาประดับอัญมณีรุ่นแรกๆ ของการสร้างสรรค์นาฬิการ่วมสมัย – โดยไม่ใช่เครื่องประดับถึงจะตกแต่งด้วยอัญมณี แต่ยังคงเป็นนาฬิกาที่ผสมผสานการตกแต่งแบบเครื่องประดับชั้นสูง ถือเป็นเรือนเวลาที่มีเสน่ห์เย้ายวนใจ และความทรงพลังจนกลายเป็นอีกสัญลักษณ์แห่งยุค 1980
(Credit: Cartier)
ในช่วงต้นยุค 2000 Cartier เคยยุติการผลิตนาฬิกา Panthère แต่พอพวกเขาได้เห็นบรรดาหญิงสาวอายุน้อยมากมายนำ Panthère de Cartier ที่เป็นของแม่หรือยายเข้ามารับการซ่อม เพราะพวกเธอต้องการนำมาสวมใส่ ทำให้ Cartier ตัดสินใจนำนาฬิการุ่นนี้กลับมาอีกครั้งในปี 2017 นอกจากความสำเร็จ และเป็นที่ชื่นชอบอย่างที่คาดการณ์ Panthère de Cartier ยังถือเป็นตัวอย่างที่ดีของสไตล์ที่ก้าวข้ามยุคสมัย – โดยไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงรายละเอียดตรงจุดใดเลย
ในปัจจุบันคอลเลคชั่น Panthère de Cartier ยังคงใช้ดีไซน์ที่เป็นเอกลักษณ์สืบทอดจากทศวรรษ 1980 แต่มีการยกระดับความก้าวหน้าทางเทคนิค และความประณีตตามยุคสมัย รวมทั้งเพิ่มความเป็นเครื่องประดับให้นาฬิกาเรือนนี้มากขึ้นกว่าเดิม โดยมีตัวเรือนให้เลือก 2 ขนาด (Small และ Medium) พร้อมการตกแต่งหลากหลายรูปแบบ รวมถึงการผสมผสานวัสดุในการสร้างสรรค์ เริ่มตั้งแต่ตัวเรือนโลหะจนถึงงานเครื่องประดับชั้นสูงด้วยการใช้อัญมณีตกแต่งตัวรอบตัวเรือน การเพิ่มรายละเอียดใหม่รวมถึงหน้าปัดที่มีสีขาวมากขึ้น, ข้อต่อขนาดเล็กเหมือนเป็นส่วนหนึ่งของสายนาฬิกาแบบสร้อยข้อมือ (โดยมีชื่อเรียกว่า Maillon)
ตำนานของ Panthère de Cartier ยังคงดำเนินต่อไปจากการพบเห็นบนข้อมือของบุคคลที่มีสไตล์, ผู้สร้างแรงบันดาลใจ และสุภาพสตรีที่มีอิทธิพลต่อโลกยุคนี้<
ตลอดเวลาหลายทศวรรษที่นาฬิกาประดับอัญมณีเป็นหนึ่งในทักษะความชำนาญพิเศษของครอบครัว Scheufele โดยเป็นที่ยอมรับมายาวนาน และปัจจุบันการที่พวกเขากลายเป็นผู้ครอบครองChopard ทำให้เกิดจุดบรรจบระหว่างความงดงาม และความประณีตถ่ายทอดสู่คอลเลคชั่น L’Heure du Diamant ผลงานจากเทคนิคสร้างสรรค์ชั้นสูงของศิลปะยุคใหม่ จากนักออกแบบสู่ช่างทำนาฬิกา, ผู้ขายอัญมณีสู่การเป็นช่างทำอัญมณี และช่างฝีมือด้านงานเคลือบสู่ช่างทำนาฬิกา การผสมผสานกลุ่มช่างฝีมือผู้เชี่ยวชาญที่เนรมิตการสร้างสรรค์เหล่านี้ให้กลายเป็นจริง
ในการสร้างสรรค์คอลเลคชั่นL’Heure du Diamantเป็นการแสดงให้เห็นความชำนาญในการเพิ่มความงดงามให้เพชรของ Chopard การเป็นที่ยอมรับในฐานะผู้ผลิตนาฬิกาสไตล์เครื่องประดับ โดยช่างฝีมือของพวกเขาได้กำหนดการออกแบบที่ร่วมสมัย และราชินีแห่งอัญมณีล้ำค่า ตัวเรือนขนาด 26 มม. ที่ใช้ทองคำ Ethical Gold พร้อมประดับเพชรสร้างความระยิบระยับ เลือกใช้หนึ่งในระบบกลไกไขลานที่มีขนาดเล็ก และบางที่สุดในวงการนาฬิกายุคปัจจุบัน Chopard 10.01-C – เรือนเวลาที่มีมนต์ขลังนี้เป็นหลักฐานของพลังงานที่เกิดจากความลงตัวที่สมบูรณ์แบบของการผสมผสานระหว่างรูปแบบ และสสาร
ความสมดุลระหว่างงานสร้างสรรค์เครื่องประดับ และความเชี่ยวชาญในการผลิตนาฬิกาทำให้ L’Heure du Diamant นำเสนอบุคลิกของผู้มีความรอบรู้ และความงดงาม แสดงออกถึงความเป็นผู้หญิงในยุคนี้ได้อย่างสมบูรณ์แบบ เรือนเวลาใหม่ของคอลเลคชั่นนี้แสดงให้เห็นความเป็นจริงนี้
ความบริสุทธิ์ของเพชรที่โดดเด่นด้วยเทคนิคเฉพาะในการฝังอัญมณีที่พวกเขาเรียกว่าการฝังแบบมงกุฎ ช่วยยกระดับความงามของอัญมณีทุกชิ้นที่ประดับด้วยการให้แสงส่องผ่านเข้ามา ทำให้ตัวเรือนประกอบด้วยเพชรที่เจียระไนด้วยวิธี Brilliant-cut น้ำหนักรวมมากกว่า 2 กะรัต ช่วยสร้างประกายหน้าปัดมุกที่งดงามร่ายล้อมด้วยเพชร 12 เม็ด
งานฝีมือของการสร้างสรรค์ตัวเรือนทองคำขาว 18 กะรัต โดย L’Heure du Diamant จับคู่กับสายนาฬิกาที่ผลิตจากผ้าซาตินเข้ารูปกับข้อมือของผู้สวมใส่ โดยระบบกลไกแบบไขลานจะมีเข็มชั่วโมง และเข็มนาที พร้อมกำลังสำรอง 45 ชั่วโมง ตัวเรือนขนาด 15.70 มม. และมีความหนาเพียง 2.90 มม. เหมาะสมกับการใช้งานในนาฬิกาสไตล์เครื่องประดับที่
(Credit: Bvlgari)
แบรนด์ลักชัวรี่จากประเทศอิตาลีBvlgari มีความเชี่ยวชาญด้านเครื่องประดับ, งานฝีมือที่มีความประณีตระดับสูง และระบบกลไกเรือนเวลาที่ซับซ้อน โดยแสดงให้เห็นผ่านการยกย่องความงดงามที่ก่อกำเนิดจากธรรมชาติของนกยูง สัตว์ที่มีความน่าหลงใหลในบันทึกเก่าแก่ของแบรนด์ เพื่อถ่ายทอดเรื่องราวความสง่างาม และงานฝีมือที่พิถีพิถันให้ดำเนินต่อไป
คอลเลคชั่น Divas’ Dream Peacock ถือกำเนิดขึ้นเมื่อปี 2017 ด้วยแรงบันดาลใจจากมรดกที่ได้รับการสืบทอด, ความครีเอทีฟ และประสบการณ์ความชำนาญของ Bvlgari ทำให้คอลเลคชั่น Divas’ Dream Peacock นำเสนอเรื่องราวความงดงามที่เลิศล้ำเหมือนกับนกยูงซึ่งเป็นสัตว์ที่มีความสง่างามเป็นความมหัศจรรย์ของธรรมชาติที่จัดวางไว้อย่างสมบูรณ์แบบ
Divas’ Dream Peacock Dischi นาฬิการุ่นที่เป็นเหมือนสัญลักษณ์ของคอลเลคชั่นนี้ถูกจับคู่กับระบบกลไกอัตโนมัติพร้อมเข็มชั่วโมงอันลึกลับที่ถูกซ่อนอยู่ภายในหน้าปัดที่ได้รับการตบแต่งแบบ Marquetry เพื่อถ่ายทอดธรรมชาติของขนนกยูงที่งดงาม ด้วยเทคนิคขั้นสูงของ Bvlgari ที่ถูกนำมาใช้งานตั้งแต่ทศวรรษ 1970
ในขณะที่ Divas’ Dream Peacock Diamonds นำเสนอหน้าปัดที่ได้รับการตกแต่งลวดลายรูปพัดที่ได้แรงบันดาลใจจากกระจกโมเสกของ Baths of Caracalla เป็นการแสดงให้เห็นว่าเศษซากของอาคารเก่าแก่เป็นหลักฐานแห่งความงดงามจากอดีต
และเมื่อไม่นานนี้ Divas’ Dream Peacock เผยโฉมนาฬิการุ่นใหม่ของคอลเลคชั่นที่เป็นผลงานระดับมาสเตอร์พีชอีกครั้ง ด้วยการนำเสนอความประณีตของการตบแต่งแบบ Marquetry และการจำลองภาพโมเสกโบราณที่ล้ำค่าจากอดีต โดย 3 เรือนเวลา Divas’ Dream Peacock Feather Marquetry, Divas’ Dream Peacock Mother-of-Pearl Marquetry และความโดดเด่นของ Divas’ Dream Peacock Precious Marquetry พร้อมระบบกลไก Jumping Hours และ Retrograde Minutes เป็นผลงานสร้างสรรค์ที่เลิศหรูด้วยหน้าปัดโรสโกลด์ประดับเพชรตบแต่งด้วยการฝังอเวนจูรีน (Aventurine) และมาลาไคต์ (Malachite)
พบกับแบรนด์นาฬิกาชั้นนำ และคอลเลคชั่นนาฬิกาพิเศษที่ Cortina Watch Boutiques และผ่านช่องทางออนไลน์