• แบรนด์ที่น่าสนใจ
  • นาฬิกาใหม่

Chopard นำเสนอคอลเลคชั่นใหม่ในงาน Watches and Wonders 2024

12 เม.ย. 2024

Chopard นำเสนอคอลเลคชั่นใหม่ในงาน Watches and Wonders 2024 - Cortina Watch Thailand

Chopard เติมความมีชีวิตชีวาให้คอลเลคชั่นของพวกเขาด้วยการนำเสนอนาฬิการุ่นใหม่ระหว่างงานแสดงนาฬิการะดับโลก Watches and Wonders 2024 ที่เมืองเจนีวา

Alpine Eagle XL Chrono

Credit: Chopard

Alpine Eagle XL Chrono

คอลเลคชั่น Alpine Eagle นำเสนอความสปอร์ตที่มีสไตล์ล้ำสมัยของเรือนเวลา ด้วยการนำฟลายแบ็ค โครโนกราฟ (Flyback Chronograph) ย้อนกลับสู่อดีตด้วยตัวเรือนน้ำหนักเบาพิเศษที่ผลิตจากวัสดุไทเทเนียมเกรด 5 โลหะที่มีชื่อเสียงด้านความทนทานที่ผ่านการทดสอบมาตรฐาน เช่นเดียวกับนาฬิกาเรือนอื่นในคอลเลคชั่นนี้ Alpine Eagle XL Chrono ตัวเรือนขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 44 มม. ลงตัวกับกรอบหน้าปัดสีใหม่ Rhône Blue ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากพลังของนกอินทรี และความงดงามของเทือกเขาแอลป์

ระบบกลไกโครโนเมเตอร์ Chopard 03.05-C ที่ได้รับการจด 3 สิทธิบัตร พร้อมฟังก์ชั่น Flyback เป็นเครื่องพิสูจน์การคิดค้นนวัตกรรมใหม่ที่ช่วยเพิ่มความแม่นยำในการบอกเวลา และการทำงานที่มีประสิทธิภาพ สอดคล้องกับความมุ่งมั่นของแบรนด์ในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมในแถบเทือกเขาแอลป์ และความหลากหลายทางชีวภาพ โดยรายได้ส่วนหนึ่งจากการขายนาฬิการุ่นนี้จะถูกนำไปบริจาคให้กองทุนอนุรักษ์นกอินทรีแห่งเทือกเขาแอลป์ (Alpine Eagle Foundation)

ขอต้อนรับไทเทเนียมสู่ซีรีส์ Alpine Eagle Chronograph

Alpine Eagle XL Chrono ต้อนรับโมเดลใหม่ขนาด 44 มม. ตัวเรือนขนาดใหญ่พิเศษ ผสมผสานความบริสุทธิ์ และดีไซน์อันทรงพลังที่ถูกหล่อหลอมผ่านวัสดุไทเทเนียมเกรด 5 ด้วยคุณสมบัติที่มีน้ำหนักเบา และความทนทานสูงจากการถูกนำมาใช้งานใน 2 โมเดลของ Alpine Eagle ที่ใช้ระบบกลไกความถี่สูง และตอนนี้ถูกนำเสนอในฐานะนาฬิกาเรือนแรกในกลุ่มโครโนกราฟ

จนถึงปัจจุบัน Alpine Eagle ได้รับการตีความในหลากหลายรูปแบบผ่านตัวเรือนเหล็ก Lucent SteelTM ที่เป็นเอกสิทธิ์เฉพาะของ Chopard และ Ethical Gold ทองคำที่มีแหล่งที่มาจากเหมืองที่คำนึงถึงจริยธรรมในการทำงาน เฉดสีที่เข้มกว่าเหล็กปกติถูกเสริมอารมณ์สปอร์ตด้วยวัสดุไทเทเนียม และความแข็งแกร่งที่เกิดขึ้นโดยธรรมชาติของนาฬิกา Alpine Eagle Chronograph โดยขั้นตอนการสร้างสรรค์ที่ทำให้นาฬิการุ่นนี้มีน้ำหนักเบา ทำให้บางครั้งผู้สวมใส่แทบจะลืมไปเลยว่ามีนาฬิกาอยู่บนข้อมือ

การมีองค์ประกอบของอะลูมิเนียม และวาเนเดียมทำให้ไทเทเนียมเกรด 5 มีคุณสมบัติทนทานสูงต่อการกัดกร่อน และการอยู่ในน้ำเค็มเป็นเวลานาน ไม่ว่าจะเป็นยอดเขาสูงชันหรือใต้ท้องทะเลลึก Alpine Eagle XL Chrono ยังคงเป็นอุปกรณ์คู่ใจที่สำคัญของผู้หลงใหลกีฬาเอ็กซ์ตรีม

ระบบกลไกโครโนกราฟที่ล้ำสมัย

หัวใจที่ขับเคลื่อน Alpine Eagle XL Chrono ทุกรุ่นคือระบบกลไก Chopard 03.05-C ซึ่งได้รับการพัฒนา และประกอบจากช่างฝีมือประจำโรงงานผลิตที่มีความล้ำสมัยในการสร้างสรรค์กลไกแบบโครโนกราฟ โดยมีกำลังสำรอง 60 ชั่วโมง โดดเด่นด้วยความประณีตของงานออกแบบที่พิถีพิถันในทุกรายละเอียด และฟังก์ชั่นการจับเวลาแบบโครโนกราฟที่มีความแม่นยำ ด้วยการติดตั้งเฟืองควบคุมการจับเวลา (Column Wheel) ที่เสริมประสิทธิภาพด้วยนวัตกรรมทางเทคนิคต่างๆ จนทำให้ Chopard ได้รับสิทธิบัตร 3 ฉบับเป็นหลักฐานยืนยันความมุ่งมั่นของทีมงานวิจัย และพัฒนาของพวกเขา

นวัตกรรมแรกที่ได้รับการจดสิทธิบัตรคือระบบเฟืองทิศทางเดียวเพื่อป้องกันการสูญเสียพลังงาน และรองรับกลไกไขลานอัตโนมัติซึ่งเป็นฟังก์ชั่นที่ใช้พลังงานมากที่สุดในกลุ่มนาฬิกาโครโนกราฟ รวมถึงการติดตั้งคลัตช์แนวตั้ง (Vertical Clutch) เพื่อให้การเดินของชุดเข็มมีความแม่นยำสูงสุด โดยนาฬิกาโครโนกราฟเรือนนี้ยังมีฟังก์ชั่น Flyback ที่ทำให้สามารถจับเวลาได้อย่างต่อเนื่อง ด้วยการใช้ค้อนหมุน 3 ตัวที่มีแขนยืดหยุ่นช่วยปรับตำแหน่งเข็มนาฬิกากลับไปที่ตำแหน่งศูนย์ รวมถึงฟังก์ชั่น Stop-seconds ช่วยให้การตั้งเวลาที่แม่นยำ และระบบกลไก Chopard 03.05-C ผ่านมาตรฐาการทดสอบนาฬิกาโครโนกราฟจากสถาบันทดสอบความเที่ยงตรงของนาฬิกาแห่งสวิตเซอร์แลนด์ (Official Swiss Chronometer Testing Institute: COSC)

ความสปอร์ตที่ร่วมสมัยของสายนาฬิกายาง

ในตอนนี้มีตัวเลือกทั้งแบบสายเหล็กที่ได้รับการปรับปรุงใหม่ และสายหนังเป็นอีกทางเลือก นับตั้งแต่ปี 2022 Alpine Eagle XL Chrono ผ่านการปรับเปลี่ยนครั้งสำคัญ ด้วยการเพิ่มสายนาฬิกาที่ใช้วัสดุยาง โดยข้อดีหลายอย่างของวัสดุนี้กลายเป็นตัวเลือกที่เหมาะสมของนาฬิกาโครโนกราฟที่สามารถใช้งานภายใต้สภาวะที่โหดร้าย: การป้องกันน้ำ, ความยืดหยุ่นในระดับสูง และสวมใส่สบาย สร้างความรู้สึกพลิ้วไหวให้เรือนเวลา

การเลือกใช้สายหนัง ช่างนาฬิกาของ Chopard ยังคงมุ่งมั่นรักษาความสง่างาม และเอกลักษณ์ของ Alpine Eagle ด้วยการนำรูปทรงของสร้อยข้อมือแบบข้อต่อโลหะกลับมาใช้ใหม่ – ความเรียวเล็กพร้อมตัวล็อกบริเวณตรงกลาง – นั่นคือส่วนสำคัญของดีเอ็นเอที่อยู่ในคอลเลคชั่นนี้ ความแตกต่างของวัสดุ แต่เอกลักษณ์ และการรักษาสมดุลของสัดส่วนบนตัวเรือนที่ยังคงเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของนาฬิกาโครโนกราฟรุ่นใหม่นี้

Chopard พยายามรักษาธรรมเนียมที่สืบทอดมาอย่างยาวนานของสายหนังแบบสปอร์ต ในปี 1995 ทีมช่างฝีมือของพวกเขาเป็นกลุ่มแรกๆ ที่นำวัสดุนี้มาใช้ด้วยด้วยศักยภาพของความคิดสร้างสรรค์ที่แข็งแกร่งด้วยการนำลายดอกยางรถยนต์ในช่วงทศวรรษ 1960 มาสร้างเป็นสายนาฬิกาโครโนกราฟคอลเลคชั่น Mille Miglia จนกลายเป็นเทรนด์ที่ได้รับความนิยมอย่างกว้างขวางในวงการผลิตนาฬิกา

หน้าปัดที่สะท้อนสายตาพญาอินทรี

Credit: Chopard

หน้าปัดที่สะท้อนสายตาพญาอินทรี

การเปิดตัวโทนสีใหม่บนหน้าปัดของนาฬิการุ่นใหม่ที่ได้แรงบันดาลใจจากสีสันธรรมชาติที่ผสมผสานกับความงามของทิวทัศน์บนเทือกเขาแอลป์ – ไม่ว่าจะเป็นสีน้ำเงิน Aletsch Blue, สีเทา Bernina Grey และสีดำ Pitch Black – เช่นเดียวกับ Rhône Blue ที่ทำให้นึกถึงแม่น้ำโรน 1 ในแม่น้ำที่มีชื่อเสียงมากที่สุดของเทือกเขาแอลป์ โดยมีต้นกำเนิดจากใจกลางธารน้ำแข็งที่มีชื่อเดียวกันในแคว้นวาเลส์ตั้งอยู่สูงกว่าระดับน้ำทะเล 2,200 เมตร – ก่อนจะกลั่นออกมาเป็นน้ำสีฟ้าอ่อนสื่อถึงความบริสุทธิ์ไหลผ่านพื้นที่ทางตะวันตก และตอนใต้ลงสู่ทะเลสาบเจนีวาจนไปสิ้นสุดที่ทะเลเมดิเตอร์เรเนียน

การเลือกใช้วัสดุ และพื้นผิวลวดลาย Sunburst ทำให้นึกถึงดวงตาของนกอินทรี โดยเข็มวินาทีตบแต่งปลายเป็นทรงลูกศรเพื่อความชัดเจนในการอ่านค่าเวลาบนหน้าจอพร้อมทั้งหน้าปัดย่อยที่เป็นเอกลักษณ์ ขณะที่เข็มชั่วโมง และเข็มนาที เคลือบสารเรืองแสง Grade XI Super-LumiNova® ที่มีคุณสมบัติพิเศษที่สามารถส่องสว่างยาวนานหลายปีมากกว่าสารเรืองแสง Super-LumiNova® ที่ถูกใช้มาก่อนหน้านี้

มาตรวัดความเร็ว Tachymeter Scale จะมีสัญลักษณ์สีแดงอยู่ตรงช่อง 100, 160 และ 240 ปรากฏอยู่บนขอบตัวเรือนด้านใน โดยแบ่งออกเป็น 4 ระดับ เว้นช่วงระยะห่างที่แตกต่างกันคือ 5, 10, 20 หรือ 40 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ในแต่ละรอบ การกำหนดตำแหน่งแบบนี้จะช่วยสร้างความสะดวกในการอ่านค่าความเร็วเฉลี่ย และเพิ่มความสวยงามให้หน้าปัดโดยรวมอีกด้วย

การสนับสนุนกองทุนอนุรักษ์นกอินทรีแห่งเทือกเขาแอลป์

แนวทางหลักของกองทุนอนุรักษ์นกอินทรีแห่งเทือกเขาแอลป์คือ “การปกป้องเทือกเขาแอลป์” แสดงให้เห็นถึงเป้าหมายที่ชัดเจน, ความมุ่งมั่น และพร้อมที่จะเสียสละเพื่อส่วนรวม นับตั้งแต่ก่อตั้งขึ้นในปี 2020 โดย Karl-Friedrich Scheufele ประธานร่วมของ Chopard, กลุ่มนักวิชาการ และผู้ที่หวงแหนเทือกเขาแอลป์ ซึ่งรวมถึง Jacques-Olivier Travers ผู้ฝึกสอนนกเหยี่ยวชั้นนำ และผู้ร่วมก่อตั้งสวนนกอินทรี Parc des Aigles du Léman และ Ronald Menzel ผู้อำนวยการกลุ่มนักเคลื่อนไหว Freedom Conservation ที่อุทิศตนเพื่อปกป้องกลุ่มนกล่าเหยื่อ โดยจุดมุ่งหมายของกองทุนคือการสร้างความตระหนัก, ขยายเครือข่ายสังคม และดำเนินงานเพื่อประโยชน์ของพื้นที่แถบเทือกเขาแอลป์ รวมทั้งปกป้องที่พักอาศัยของสัตว์ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่

ด้วยความร่วมมือจากพันธมิตรทำให้กองทุนสามารถสนับสนุนโครงการปล่อยนกอินทรีหางขาวกลับคืนสู่บริเวณรอบทะเลสาบเจนีวา รวมทั้งภารกิจด้านวิทยาศาสตร์ในการติดตามความสามารถของนกอินทรี และนกแร้งเคราเพื่อบันทึกเหตุการณ์ที่สร้างอันตรายแก่ชีวิตในอาณาเขตที่พวกนกกลุ่มนี้อาศัยอยู่ เช่น กังหันลม หรือสิ่งก่อสร้างของมนุษย์ รวมทั้งศึกษาความเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมนกทั้ง 2 สายพันธุ์นี้

Chopard สนับสนุนด้านการเงินโดยตรงให้กับโครงการต่างๆ ของกองทุนแห่งนี้ผ่านนาฬิกา Alpine Eagle โดยรายได้ส่วนหนึ่งของนาฬิกาโครโนกราฟรุ่นใหม่หน้าปัดโทนสี Rhône Blue จะบริจาคเข้าสู่กองทุนอนุรักษ์นกอินทรีแห่งเทือกเขาแอลป์

สัญลักษณ์ที่ถูกตีความใหม่

การคิดค้นที่ถ่ายทอดผ่านทายาทชาย 3 รุ่นในครอบครัว Scheufele คอลเลคชั่น Alpine Eagle เป็นการนำ St. Moritz นาฬิกาเรือนแรกที่ Karl-Friedrich Scheufele สร้างขึ้นในช่วงปลายทศวรรษ 1970 กลับมาตีความให้เข้ากับยุคสมัยใหม่ด้วยการนำเสนอความบริสุทธิ์ และดีไซน์ที่ทรงพลัง Alpine Eagle ถ่ายทอดธรรมเนียมปฏิบัติที่สืบทอดมายาวนานด้วยแรงบันดาลใจอันทรงพลังของธรรมชาติ ตัวเรือนรูปทรงโค้งมนพร้อมตบแต่งด้านข้างด้วยสไตล์ที่เป็นเอกลักษณ์, เม็ดมะยมสลักลวดลายรูปเข็มทิศ, ขอบตัวเรือนยึดด้วยสกรู 8 ตัว พร้อมลวดลายบนผืนผิวหน้าปัดเฉดสีเข้ม และชุดเข็มเคลือบสารเรืองแสง ทั้งหมดนี้ทำให้ Alpine Eagle เป็นตัวแทนความสง่างามอันไร้ที่ติดนำเสนอผ่านความร่วมสมัยที่ไม่เปลี่ยนแปลง

ในปัจจุบันเพื่อเพิ่มความพิเศษให้คอลเลคชั่นนาฬิกาโครโนกราฟ ทำให้มีการนำเสนอระบบกลไกหลายรูปแบบทั้งกลไกความถี่สูง (High-frequency Movement), ตูร์บิญง (Tourbillon) และตัวเรือนที่มีขนาดบางพิเศษพร้อมเข็มวินาทีขนาดเล็กที่ได้ตราประทับรับรองมาตรฐาน Poinçon de Genève

Happy Sport

Credit: Chopard

Happy Sport

Happy Sport เป็นนาฬิกาเพื่อสุภาพสตรีที่มีความเชื่อมั่นในการเผชิญทุกโชคชะตาที่กำหนด นับตั้งแต่ปี 1993 ความมีชีวิตชีวีวาของการสร้างสรรค์หนึ่งในเรือนเวลาที่เป็นสัญลักษณ์ของ Chopard ได้สร้างโชว์ที่น่าตื่นตาตื่นใจด้วยวิธีการตบแต่งที่พวกเขาเรียกว่า Dancing Diamond (เพชรกลิ้ง) ที่กลายเป็นตำนานของแบรนด์ผู้ผลิตนาฬิการายนี้ ไม่ว่าจะผ่านไปกี่ฤดูกาลคอลเลคชั่นนี้จะถูกสร้างสรรค์ขึ้นใหม่ด้วยสีสันที่แตกต่างอย่างไม่มีที่สิ้นสุด เพื่อเป็นการแสดงให้เห็นถึงคาแร็กเตอร์ที่ร่าเริงสนุกสนาน และความสุขในการใช้ชีวิตอย่างไม่มีสิ้นสุด (Joie de Vivre)

เมื่อไม่นานนี้มีการนำเสนอนาฬิกาลิมิเต็ด เอดิชั่น รุ่นใหม่ 250 เรือน ด้วยโทนสีฟ้าที่สร้างความเปล่งประกาย โดยขอบตัวเรือนประดับด้วยเพชร, หน้าปัดโทนสีเงินพร้อมลวดลายกิลโยเช่ (Guilloché) ตรงกลางที่ถูกเพิ่มความโดดเด่นด้วยการตบแต่งโทนสีฟ้าน้ำทะเล และ Dancing Diamond ที่เต้นรำสร้างความน่าหลงใหลสัมผัสแห่งความสุขที่อิสระถูกเติมแต่งสู่การสร้างสรรค์โทนสีของสายนาฬิกา และวัสดุที่ใช้ประดับบริเวณเม็ดมะยมเป็นการแสดงให้เห็นทักษะงานฝีมือระดับสูงของช่างผลิตนาฬิกาของแบรนด์ที่ผสมผสานองค์ความรู้ด้านกลไกนาฬิกา และความประณีตในการสร้างเครื่องประดับ โดย Happy Sport เป็นอีกหนึ่งโมเดลที่ตัวเรือนผลิตจาก Lucent Steeltm มีเส้นผ่าศูนย์กลาง 33 มม. ได้รับการออกแบบภายใต้หลักการของความกลมกลืนที่กำหนดด้วยสัดส่วนทองคำ และขับเคลื่อนด้วยกลไกไขลานอัตโนมัติ Chopard 09.01-C Self-winding ที่มีกำลังสำรอง 42 ชั่วโมง

สีสันแห่งการเต้นรำ

Credit: Chopard

สีสันแห่งการเต้นรำ

ทุกครั้งที่มองดูเรือนเวลาจากคอลเลคชั่น Happy Sport จะเป็นเหมือนกระจกสะท้อนพลังงานที่ซ่อนอยู่ในตัวคุณผ่านเพชรเม็ดงามที่เต้นรำบนหน้าปัด เปรียบเสมือนเกมแห่งโอกาสอันยิ่งใหญ่ และพลังงานพิเศษที่ซ่อนอยู่ภายใน จากการที่ Happy Sport เป็นเหมือนตัวแทนจิตวิญญาณแห่งอิสระ และความสุขในแบบ Joie de Vivre ที่ถูกสร้างขึ้นใหม่ในทุกวันจากสุภาพสตรีทั่วโลก ในตอนนี้เพชรกลิ้งที่อยู่ภายในหน้าปัดมีการนำเสนอสีใหม่เพื่อการสร้างความน่าหลงใหลอย่างไม่มีวันสิ้นสุด สีฟ้าน้ำทะเล (Aquamarines) กลายเป็นโทนสีที่กำหนดรูปแบบของเรือนเวลารุ่นใหม่ ด้วยการใช้พื้นหลังสีเงิน และลวดลายกิลโยเช่ตรงกลางที่ถูกสร้างขึ้นอย่างประณีต รวมทั้งเข็มชั่วโมง และเข็มนาทีที่มีโทนสีเข้ากันเพื่อสะท้อนกับสีฟ้าน้ำทะเลในส่วนประกอบอื่นๆ ของนาฬิกาทั้งเม็ดมะยม และสายหนังจระเข้ที่เป็นเงาวาว

ประสิทธิภาพระบบกลไก

การใช้สัดส่วนทองคำมีความเชื่อมโยงโดยตรงกับขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางของระบบกลไกอัตโนมัติ Chopard 09.01-C ที่ถูกใช้งานในคอลเลคชั่นนาฬิกาสำหรับสุภาพสตรี ตัวเรือนโค้งมนที่โอบรับทุกสัดส่วนของ Happy Sport ขนาด 33 มม. ที่เหมาะสมกับข้อมือที่งดงามของผู้สวมใส่

นาฬิกาเรือนนี้มีกำลังสำรอง 42 ชั่วโมง โดยระบบกลไกที่มีความเที่ยงตรงที่ได้รับการพัฒนา, สร้างสรรค์ และประกอบจากช่างผลิตนาฬิกาของแบรนด์ ความสวยงามอย่างไร้ที่ติดของนาฬิกาเรือนนี้คู่ควรกับสุภาพสตรีที่มีไลฟ์สไตล์ที่เร่งรีบ ใช้ทุกนาทีอย่างคุ้มค่า นับเป็นตัวอย่างที่เพอร์เฟ็กต์ของนาฬิกาที่มีประสิทธิภาพ และการออกแบบสไตล์เครื่องประดับที่เป็นผลงานชั้นสูงจากผู้ผลิตชั้นนำ จนทำให้ Happy Sport คือตัวแทนของผลงานศิลปะชั้นสูง

การเลือกใช้วัสดุที่ยั่งยืน

การเป็นส่วนหนึ่งของเป้าหมายที่จะเป็นแบรนด์ลักชัวรี่ที่มีความยั่งยืน (Sustainable Luxury) ทำให้ Chopard เลือกที่จะเพิ่มความน่าหลงใหลของ Dancing Diamond ด้วยการสร้างตัวเรือน Happy Sport จากวัสดุ Lucent Steel™ ที่เป็นเอกสิทธิ์เฉพาะของพวกเขา โดยโลหะผสมชนิดนี้สร้างจากวัสดุรีไซเคิล 80 เปอร์เซ็นต์ แต่มีคุณสมบัติเทียบเท่ากับโลหะที่ใช้ผลิตเครื่องมือทางการแพทย์ พื้นผิวมีความสว่าง, แข็งแรง และสะดวกสบายในการสวมใส่มากกว่าโลหะผสมทั่วไป นับตั้งแต่ปี 2023 Chopard เลือกใช้ Lucent Steel™ สำหรับการผลิตนาฬิกาตัวเรือนเหล็กมาตลอด

Happy Sport เรื่องราวของนาฬิกาที่เป็นสัญลักษณ์

ในปี 1993 Caroline Scheufele (ประธานร่วม และผู้อำนวยการฝ่ายศิลป์ของ Chopard) ประสบความสำเร็จในการถ่ายทอดจิตวิญญาณแห่งยุคสมัยด้วยการออกแบบนาฬิกาทรงสปอร์ตที่มีพื้นฐานจากการผสมผสานวัสดุโลหะ และเพชรเข้าด้วยกันอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน กลายเป็น Happy Sport นับจากนั้นก็กลายเป็นช่วงเวลาแห่งการเฉลิมฉลองความสุขในการใช้ชีวิตอย่างไม่มีสิ้นสุด และจิตวิญญาณอิสระของสุภาพสตรีที่ถูกสร้างขึ้นใหม่ทุกวันเพื่อพิชิตโลกใบนี้ คอลเลคชั่นนาฬิกา Happy Sport นำเสนอเรื่องราวของเหล่าหญิงสาวที่มีบทบาทสำคัญในการเปลี่ยนแปลงสังคมในด้านต่างๆ กลายเป็นแรงผลักดันที่ทำให้เพชรในหน้าปัดเคลื่อนไหวเหมือนเป็นภาพที่ถูกจัดเรียงใหม่อยู่เสมอ และเปรียบเปรยอิสรภาพของกลุ่มสตรีในศตวรรษที่ 20 คอลเลคชั่นนี้ยังสะท้อนให้เห็นชีวิตอันวุ่นวายที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงอย่างไม่มีที่สิ้นสุดนับตั้งแต่เข้าสู่ศตวรรษใหม่

IMPERIALE

Credit: Chopard

IMPERIALE

ความสง่างาม, หรูหรา, ละเอียดอ่อน และเฟมินิสต์ การสรรเสริญช่วงเวลาอันยิ่งใหญ่ในประวัติศาสตร์ โดยคอลเลคชั่นที่มีชื่อเดียวกันนี้สร้างเอกลักษณ์เฉพาะตัวขึ้นมาด้วยการผสมผสานทักษะของช่างฝีมือของโรงผลิตนาฬิกาด้วยการนำงานหัตถกรรมศิลปะมารวมกับความชำนาญด้านนาฬิกา นาฬิกาเรือนใหม่ในคอลเลคชั่นนี้ไม่ได้รับการยกเว้นเช่นกัน โดยหัวใจสำคัญของตัวเรือนที่มีขนาด 36 มม. ทำจากทองคำขาว 18 กะรัต ตบแต่งด้วยเพชรอันบริสุทธิ์ ขับเคลื่อนด้วยระบบกลไก Chopard 96.17-C เพื่อบอกเวลาบนหน้าปัดมุกเคลือบด้วยวิธีการอีนาเมล (Enamel)

ในปี 2010 Caroline Scheufele ประธานร่วม และผู้อำนวยการฝ่ายศิลป์ของ Chopard เปิดตัวคอลเลคชั่นที่สร้างความตื่นเต้นภายใต้ชื่อ IMPERIALE ณ เมืองแห่งดยุค ซึ่งคงจะไม่มีสถานที่ใดเหมาะสมกับการเปิดตัวสมบัติอันล้ำค่าชิ้นใหม่นี้เท่ากับ เวนิส – ที่มีอีกชื่อหนึ่งว่า “La Serenissima” (เมืองแห่งความสงบสุข) ด้วยดีไซน์ที่ได้แรงบันดาลใจจากความงดงามที่ถ่ายทอดจากยุคจักรวรรดิ และตัวเรือนมาพร้อมกลไกที่พวกเขาคิดค้นขึ้นเอง จนทำให้คอลเลคชั่นนี้สั่งสมชื่อเสียงเพิ่มขึ้นตลอดระยะเวลาหลายปีจากความต้องการของบรรดานักสะสมนาฬิกา – รวมทั้งในนาฬิกาที่มีการแสดงข้างขึ้นข้างแรมหรือกลไกตูร์บิญง

โมเดลใหม่ของคอลเลคชั่นนี้ก็ไม่มีข้อยกเว้นเช่นกัน ด้วยการผสมผสานที่ลงตัวของทักษะที่สืบทอดกันมาอย่างยาวนานของ Chopard ทำให้ทุกขั้นตอนการทำงานทั้งการออกแบบ, พัฒนา และการประกอบนาฬิกาเป็นผลงานสร้างสรรค์จากโรงงานของแบรนด์ แม้ว่านาฬิกาเรือนนี้จะต้องอาศัยความร่วมมือของช่างฝีมือหลากหลายแขนงเพื่อสร้างตัวเรือนที่มีความประณีตที่สามารถรองรับระบบกลไก, ช่างทำนาฬิกาจนถึงช่างทำเครื่องประดับ หรือช่างที่มีความชำนาญในการลงยาเคลือบหน้าปัดมุก ทุกคนต่างมุ่งมั่นที่จะสร้างสรรค์นาฬิกาที่เหนือระดับ ทั้งหมดนี้เป็นเหมือนการแสดงความมุ่งมั่นของช่างฝีมือของ Chopard ในการสืบสาน และรักษาความรู้ที่ถูกส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่นให้ยังคงอยู่พร้อมกับฝึกฝนช่างฝีมือรุ่นใหม่ให้ขึ้นมาสืบทอดต่อไปในอนาคต

งานฝีมือที่เพิ่มความงดงามให้ IMPERIALE

Credit: Chopard

งานฝีมือที่เพิ่มความงดงามให้ IMPERIALE

ตัวเรือนขนาด 36 มม. ของเรือนเวลารุ่นใหม่ถูกสร้างขึ้นอย่างประณีตจากทองคำขาว 18 กะรัต พร้อมทั้งประดับเพชรบนขอบตัวเรือน, ขานาฬิกา และเม็ดมะยม แม้ว่าหลักการดีไซน์ของคอลเลคชั่นนี้จะถูกนำมาต่อยอดการสร้างสรรค์ (เข็มที่เหมือนมีดสั้น, เม็ดมะยมรูปทรงดอกบัว, ขานาฬิกาทรงคล้ายเสาโบราณ) แต่หน้าปัดที่มีความพิเศษคือสิ่งที่ดึงดูดความสนใจของบรรดานักสะสม ด้วยการสร้างสรรค์ของบรรดาช่างฝีมือที่สร้างงานตัดต่อลายชิ้นเอกที่ได้แรงบันดาลใจจากผลงานด้านมัณฑนศิลป์

การเคลือบด้วยวิธีอีนาเมลเพื่อสร้างสีน้ำเงินเข้มอมเขียวเป็นโทนหลัก ประดับขอบตัวเรือนด้วยทองคำขาวที่ตบแต่งสไตล์อาหรับพร้อมการเคลือบอีนาเมลสีขาว ประดับด้วยแซฟไฟร์สีชมพูอมส้ม (Padparadscha) และหน้าปัดมุกสีขมพูเพื่อสร้างความงดงามที่ตราตรึงใจ พร้อมทั้งการติดตั้งสายหนังจระเข้ และชุดเข็มแบบมีดสั้นทำให้งานฝีมือที่สมบูรณ์แบบนี้กลายเป็นนาฬิกา IMPERIALE

ควบคุมการเคลื่อนไหวด้วยระบบกลไก Chopard 96.17-C

เรือนเวลาอันล้ำค่ารุ่นนี้ติดตั้งระบบกลไกที่ออกแบบ และพัฒนาจากทีมช่างทำนาฬิกาที่โรงงานผลิตของแบรนด์ โดยสามารถเฝ้ามองการทำงานจากฝาหลังแบบโปร่ง กลไก Chopard 96.17-C จะใช้เทคโนโลยี Chopard Twin ติดตั้งชิ้นส่วน Barrel แบบคู่ ทำให้มีกำลังสำรองยาวนานถึง 65 ชั่วโมง แต่มีความหนาเพียง 3.3 มม. จากการใช้ส่วนประกอบเพียง 167 ชิ้นเพื่อสร้างนาฬิกา IMPERIALE ที่มีความงดงาม และประณีตเหมาะกับสุภาพสตรียุคใหม่

L.U.C XPS Forest Green

Credit: Chopard

L.U.C XPS Forest Green

นาฬิการุ่นล่าสุด L.U.C XPS Forest Green เป็นเหมือนการเฉลิมฉลอง 3 คุณค่าหลักของคอลเลคชั่น L.U.C: ประสิทธิภาพด้านเทคนิค, ความประณีตในการสร้างสรรค์ และความมุ่งมั่นในการสร้างนาฬิกาที่ผ่านการรับรองมาตรฐานขั้นสูง โดย Forest Green รุ่นใหม่ที่มีหน้าปัดแบบ Sector ผสมผสานเสน่ห์ของความวินเทจกับความก้าวหน้าของการผลิตนาฬิกายุคใหม่ โดยตัวเรือนขนาด 40 มม. ผลิตจาก Lucent Steel™ ด้วยความมุ่งมั่นที่จะสร้างสัดส่วนที่เหมาะสมกับข้อมือหลากหลายขนาด หน้าปัดที่ยกระดับความงดงามแต่ยังคงการออกแบบดั้งเดิมของ Chopard รวมทั้งเข็มนาฬิกาDauphine ชุบโรห์เดียมอันเป็นเอกลักษณ์

การสลักคำว่า “Chronometer” เป็นการยกย่องระบบกลไก L.U.C 96.12-L ที่อยู่ภายในตัวเรือนของนาฬิกา L.U.C XPS Forest Green ซึ่งผ่านมาตรฐานการทดสอบความแม่นยำที่เข้มงวดของ COSC ทำให้นาฬิกาเรือนนี้เป็นเหมือนการพิสจูน์ให้เห็นทักษะด้านการออกแบบ และความเชี่ยวชาญในการผลิตของช่างฝีมือของ Chopard

L.U.C XPS Forest Green เรือนเวลารุ่นล่าสุดของคอลเลคชั่น L.U.C เป็นการผสมผสานความร่วมสมัยจากการเลือกใช้วัสดุ Lucent Steel™ – โลหะผสมที่เป็นเอกสิทธิ์เฉพาะของ Chopard สร้างจากวัสดุรีไซเคิล 80 เปอร์เซ็นต์ – พร้อมด้วยระบบกลไกที่พวกเขาคิดค้นขึ้น L.U.C Calibre 96.12-L แสดงให้เห็นมิติความลึก และงานฝีมืออยู่ภายใต้หน้าปัดสีเขียวที่ผ่านขั้นตอนการเคลือบ PVD โดยนาฬิกาแบบ Sector ที่มีการแบ่งส่วนที่แม่นยำ และรายละเอียดอันสลับซับซ้อนเพิ่มสัมผัสที่หรูหราของความวินเทจ ทำให้เป็นนาฬิกาที่มีทั้งความทันสมัย และคลาสสิก

เสน่ห์ที่น่าหลงใหลของหน้าปัด Sector Dial

Credit: Chopard

เสน่ห์ที่น่าหลงใหลของหน้าปัด Sector Dial

หน้าปัดในรูปแบบ Sector-type ได้รับการดีไซน์ให้อยู่ตรงกลางระหว่างศิลปะแนว Art Deco กับการออกแบบที่เรียบง่ายสไตล์ Bauhaus การเพิ่มรูปทรงวงกลมซ้อนกันเป็นลักษณะเฉพาะของนาฬิการุ่นก่อน และการเพิ่มฟังก์ชั่นการใช้งานในรุ่นปัจจุบัน การวางรูปแบบหน้าปัดเพื่อแสดงเวลาเพียงอย่างเดียว สร้างความดึงดูดใจ และมิติความสวยงาม ใช้รูปแบบหน้าปัดที่บอกเวลาเพียงอย่างเดียว ทำให้ดูน่าสนใจและมีความลึกซึ้งในด้านสุนทรียศาสตร์ ถึงจะไม่มีคำจำกัดความอย่างเป็นทางการในพจนานุกรม แต่หน้าปัดแบบ Sector ถูกแบ่งด้วยการใช้วงแหวน 2 วงซ้อนกัน วงหนึ่งเพื่อแสดงหลักนาที และอีกวงแสดงหลักชั่วโมง โดยเข็มชั่วโมง และเข็มนาที เป็นเหมือนเส้นรัศมีเคลื่อนผ่านวงแหวนด้านใน และด้านนอก – สร้างการแบ่งส่วน “Sectors” ขึ้นบนหน้าปัด ในช่วงทศวรรษ 1930 การออกแบบหน้าปัดสไตล์นี้เป็นที่นิยมของผู้ผลิตนาฬิกาหลายราย และส่วนใหญ่ยังเลือกใช้ช่างผลิตหน้าปัดรายเดียวกัน

หน้าปัด Sector ยังถูกนำมาใช้งานอย่างต่อเนื่องในทศวรรษ 1940 และ 1950 ก่อนจะเริ่มลดความนิยมลงในทศวรรษ 1960 และกลับมาอย่างยิ่งใหญ่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา – ที่ทุกคนได้ร่วมเป็นสักขีพยานในการเปิดตัว L.U.C Qualité Fleurier ที่นำเสนอโดย Chopard เมื่อปี 2005 ด้วยการร่ายมนตร์ที่ทำให้การผสมผสานหน้าปัดโทนสีเขียว Forest Green ได้อย่างโดดเด่นตัดกับชุดเข็มนาฬิกาสีขาวขุ่น

ระบบกลไกโครโนเมตริกที่แม่นยำของ L.U.C 96.12-L calibre

ระบบกลไก L.U.C 96.12-L ที่มีขนาดบางเพียง 3.30 มม. ติดตั้ง Micro-rotor ทองคำ 22 กะรัตแบบสองทิศทางและ Barrel แบบคู่ซ้อนกัน (เทคโนโลยี Chopard Twin) โดยมีกำลังสำรองนาน 65 ชั่วโมง ฝาปิดด้านหลังเป็นกระจกใส มองเห็น Bridges ที่ได้รับการตกแต่งอย่างสวยงามด้วยลวดลาย Côtes de Genève และการเล่นระดับระหว่างชิ้นส่วน โดยตัวอักษร ‘S’ ในตัวย่อ XPS หมายถึงเข็มวินาทีรองที่ตำแหน่ง 6 นาฬิกา

ระบบกลไกนี้ยังผ่านการรับรองมาตรฐานโดย COSC ด้วยความแม่นยำของการแสดงเวลาที่อัตราเฉลี่ยรายวันจะอยู่ระหว่าง -4 จนถึง +6 วินาที สอดคล้องกับสัญลักษณ์พื้นฐานของความสง่างามที่บางครั้งถูกอ้างอิงกับคำกล่าวโบราณ “การตรงต่อเวลาเป็นความสุภาพของกษัตริย์” (Punctuality is The Politeness of Kings)

การผสมผสานที่เหนือกาลเวลาของความสง่างาม และการสร้างสรรค์นาฬิกาชั้นยอด

นับตั้งแต่ปี 1996 โรงงานผลิตนาฬิกาของ Chopard ปลูกฝังความเชี่ยวชาญด้านการผลิตนาฬิกา และสะท้อนวิสัยทัศน์ที่สร้างแรงบันดาลใจของ Karl-Friedrich Scheufele ด้วยความมุ่งมั่นในการแสวงหาความคิดสร้างสรรค์ และปกป้องมรดกที่สืบทอดจากช่างทำนาฬิกามาเป็นเวลายาวนานหลายชั่วอายุคน – ช่างฝีมือผู้ถ่ายทอดอารมณ์ความรู้สึก – นับตั้งแต่ Louis-Ulysse Chopard ก่อตั้งโรงงานผลิตนาฬิกาขึ้นมา

การพัฒนาระบบกลไก, การวางแนวทางออกแบบผลิตภัณฑ์, ขั้นตอนการสร้างตัวเรือน, เครื่องกล, ชิ้นส่วนของกลไก, การประกอบด้วยมือตามธรรมเนียมที่สืบทอดมายาวนาน, การแต่งพื้นผิว, การขัดเคลือบ, การประกอบตัวเรือน, การปรับตั้งเวลา และขั้นตอนการตรวจสอบคุณภาพ ทั้งหมดเกิดขึ้นภายในโรงงานผลิตที่เมืองเจนีวา และเฟลอริเย่ร์ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ทำให้ Chopard สามารถควบคุมขั้นตอนการผลิตทั้งหมดสำหรับการสร้างสรรค์ผลงานทุกชิ้นในคอลเลคชั่น L.U.C

ผลงานของช่างฝีมือที่มีพรสวรรค์บนนาฬิกาเรือนนี้ ด้วยแนวทางการดีไซน์ที่เรียบง่าย และประณีต พร้อมทั้งนำเสนอความซับซ้อนระดับสูงของกลไกเพื่อให้ลงตัวกับอารมณ์ความรู้สึกของสุภาพบุรุษในยุคสมัยใหม่ที่ต้องการแสดงให้เห็นความสนใจด้านศิลปะ และความรอบรู้ของผู้ที่ชื่นชอบนาฬิกาที่ปล่อยให้ความหลงใหลนำพาชีวิตของพวกเขา

L’Heure Du Diamant

Credit: Chopard

L’Heure Du Diamant

ในการสร้างสรรค์คอลเลคชั่น L’Heure du Diamant เป็นการแสดงให้เห็นความชำนาญในการเพิ่มความงดงามให้เพชรของ Chopard การเป็นที่ยอมรับในฐานะผู้ผลิตนาฬิกาสไตล์เครื่องประดับ (Jewellery Watch) โดยช่างฝีมือของพวกเขาได้กำหนดการออกแบบที่ร่วมสมัย และราชินีแห่งอัญมณีล้ำค่า ตัวเรือนขนาด 26 มม. ที่ใช้ทองคำ Ethical Gold พร้อมประดับเพชรสร้างความระยิบระยับ เลือกใช้หนึ่งในระบบกลไกไขลานที่มีขนาดเล็ก และบางที่สุดในวงการนาฬิกายุคปัจจุบัน – Chopard 10.01-C – เรือนเวลาที่มีมนต์ขลังนี้เป็นหลักฐานของพลังงานที่เกิดจากความลงตัวที่สมบูรณ์แบบของการผสมผสานระหว่างรูปแบบ และสสาร

ความสมดุลระหว่างงานสร้างสรรค์เครื่องประดับ และความเชี่ยวชาญในการผลิตนาฬิกาทำให้ L’Heure du Diamant นำเสนอบุคลิกของผู้มีความรอบรู้ และความงดงาม แสดงออกถึงความเป็นผู้หญิงในยุคนี้ได้อย่างสมบูรณ์แบบ เรือนเวลาใหม่ของคอลเลคชั่นนี้แสดงให้เห็นความเป็นจริงนี้ ความบริสุทธิ์ของเพชรที่โดดเด่นด้วยเทคนิคเฉพาะในการฝังอัญมณีที่พวกเขาเรียกว่าการฝังแบบมงกุฎ (Crown Setting) ช่วยยกระดับความงามของอัญมณีทุกชิ้นที่ประดับด้วยการให้แสงส่องผ่านเข้ามา ทำให้ตัวเรือนประกอบด้วยเพชรที่เจียระไนด้วยวิธี Brilliant-cut น้ำหนักรวมมากกว่า 2 กะรัต ช่วยสร้างประกายหน้าปัดมุกที่งดงามร่ายล้อมด้วยเพชร 12 เม็ด

งานฝีมือของการสร้างสรรค์ตัวเรือนทองคำขาว 18 กะรัต โดย L’Heure du Diamant จับคู่กับสายนาฬิกาที่ผลิตจากผ้าซาตินเข้ารูปกับข้อมือของผู้สวมใส่ โดยระบบกลไกแบบไขลานจะมีเข็มชั่วโมง และเข็มนาที พร้อมกำลังสำรอง 45 ชั่วโมง ตัวเรือนขนาด 15.70 มม. และมีความหนาเพียง 2.90 มม. ทำให้เป็นกลไกที่พวกเขาผลิตขึ้นเองที่มีขนาดเล็ก และความบางที่สุดในปัจจุบัน เหมาะสมกับการใช้งานในนาฬิกาสไตล์เครื่องประดับที่มีขนาดเล็กเป็นอย่างยิ่ง โดยขั้นตอนการพัฒนา และผลิตนาฬิการุ่นนี้อยู่ที่โรงงานผลิตในเมืองเฟลอริเย่ร์ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เผยให้เห็นทั้งความก้าวหน้าด้านเทคนิค และการแสวงหาสิ่งใหม่ๆ อย่างต่อเนื่องที่ปลูกฝังโดย Chopardแสดงให้เห็นความเหนือชั้นทางเทคนิค และการค้นคว้านวัตกรรมใหม่อย่างต่อเนื่องของ Chopard ที่ได้รับการถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่น

การสืบทอดงานฝีมือจากรุ่นสู่รุ่น

ตลอดเวลาหลายทศวรรษที่นาฬิกาสไตล์เครื่องประดับ (Jewellery Watch) เป็นหนึ่งในทักษะความชำนาญพิเศษของครอบครัว Scheufele ซึ่งเป็นที่ยอมรับมายาวนาน และปัจจุบันการที่พวกเขากลายเป็นผู้ครอบครอง Chopard ทำให้เกิดจุดบรรจบระหว่างความงดงาม และความประณีตถ่ายทอดสู่คอลเลคชั่น L’Heure du Diamant ผลงานจากเทคนิคสร้างสรรค์ชั้นสูงของศิลปะยุคใหม่ จากนักออกแบบสู่ช่างทำนาฬิกา, ผู้ขายอัญมณีสู่การเป็นช่างทำอัญมณี และช่างฝีมือด้านงานเคลือบสู่ช่างทำนาฬิกา การผสมผสานกลุ่มช่างฝีมือผู้เชี่ยวชาญที่เนรมิตการสร้างสรรค์เหล่านี้ให้กลายเป็นจริง

ร่วมสัมผัสคอลเลคชั่นนาฬิกาจาก Chopard ที่ Cortina Watch Boutiques และผ่านช่องทางออนไลน์หรือติดต่อเราเพื่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม