21 มี.ค. 2025
เริ่มต้นปี 2025 วงการนาฬิกาหรู มีความเคลื่อนไหวจากหลายแบรนด์ชั้นนำ ทั้งการเปิดตัวโมเดลใหม่, คอลเลคชั่นพิเศษ และการนำนาฬิกาที่มีชื่อเสียงในอดีตกลับมาผลิตใหม่ ท่ามกลางความต้องการของผู้ที่ชื่นชอบนาฬิกาทั่วโลกที่จะนำเรือนเวลาเหล่านี้เข้ามาสู่คอลเลคชั่นสะสมส่วนตัว
เทรนด์หน้าปัดที่มีสีสันสดใสยังคงได้รับความนิยมเช่นเดิม และสีน้ำเงินจะเป็นตัวเลือกอันดับต้นๆ หลังจากผู้ผลิตนาฬิกาหรูแบรนด์ต่างๆ เริ่มเปิดตัวโมเดลใหม่ที่ใช้โทนสีน้ำเงินออกมา รวมทั้งความต้องการนาฬิกาที่ใช้ระบบกลไกซับซ้อนที่ทำงานได้อย่างสมบูรณ์แบบ ไม่ว่าจะเป็นกลไกเข็มกระโดด Jumping Hours หรือเข็มย้อนกลับ Retrograde รวมทั้งโครงเปลือย Skeleton ที่ได้รับความสนใจจากรุ่นใหม่ที่เลือกสวมใส่เพื่อแสดงตัวตน และความชื่นชอบงานฝีมือขั้นสูงของแบรนด์ผู้ผลิตนาฬิกา
และนี่คือเรือนเวลาพิเศษที่ถูกเลือกมานำเสนอ เพื่อแสดงให้เห็นเทรนด์นาฬิกาหรูในปี 2025
Credit: Bell & Ross
คอลเลคชั่นนาฬิกาสปอร์ตจาก Bell & Ross ที่ได้รับความนิยมอย่างสูงตลอดหลายปีที่ผ่านมา นำเสนอรุ่นลิมิเต็ด BR-05 Skeleton Arctic Blue เพื่อท้าทายการดีไซน์บนโครงตัวเรือนที่เปลือยเปล่า และแสดงให้เห็นความเชี่ยวชาญในการสร้างสรรค์นาฬิกาของพวกเขา
หน้าปัดของ BR-05 Skeleton Arctic Blue เหมือนถูกแกะสลักจากก้อนน้ำแข็ง ติดตั้งแผ่นกระจกสีฟ้าที่สลักด้วยเลเซอร์เพื่อให้เป็นเส้นที่ไม่เป็นระเบียบเหมือนรอยแตกของแผ่นน้ำแข็ง และเพิ่มสีขาวให้เหมือนถูกเคลือบด้วยความเย็นด้วยวิธีการพิมพ์แบบ Pad Printing
เทคนิคการตกแต่งแบบโครงเปลือย Skeleton สร้างความโดดเด่นให้ระบบกลไกที่นำเสนอเฉพาะส่วนสำคัญ หน้าปัดเปิดโล่งเพิ่มความพิเศษจากขอบหน้าปัดสีน้ำเงินเมทัลลิก พร้อมหลักชั่วโมง 12 ตำแหน่ง ขับเคลื่อนด้วยกลไกอัตโนมัติ Calibre BR-CAL.322-1 พร้อมกำลังสำรอง 54 ชั่วโมง โดย BR-05 Skeleton Arctic Blue ผลิตจำนวนจำกัด 250 เรือน
Credit: BOVET
ตลอดระยะเวลา 23 ปี BOVET แสดงให้เห็นความเชี่ยวชาญของการสร้างระบบกลไกซับซ้อนในการแสดงปฏิทินถาวร (Perpetual Calendar) ซึ่งถือเป็นหนึ่งในความท้าทายที่สุดของการสร้างนาฬิกาที่มีระบบกลไกซับซ้อนระดับสูง โดยผู้ผลิตนาฬิกาเก่าแก่ของสวิตเซอร์แลนด์จะมีการใส่กลไกปฏิทินถาวรร่วมกับระบบกลไกซับซ้อนแบบอื่นๆ เหมือนใน Récital 22 Grand Récital และ Récital 28 Prowess One ที่เคยได้รับรางวัล
แต่ในปีนี้ BOVET เลือกนำเสนอเวอร์ชั่นใหม่ของ Récital 21 โดยติดตั้งกระจกแซฟไฟร์ที่มีให้เลือก 3 โทนสีที่สร้างความดึงดูดสายตา เช่น สีเขียว, สีน้ำเงิน และสีควันโทนน้ำตาล ความพิเศษของหน้าปัดทำให้ Récital 21 มีคาแร็กเตอร์ที่แตกต่างทั้งสไตล์, ความทันสมัย, สวมใส่สบาย และค่อนข้างลึกลับ โดยหน้าปัดยังเปิดโล่งให้เห็นการทำงานภายในของระบบกลไกไขลานชั้นสูง
Credit: Breguet
นับตั้งแต่เปิดตัวครั้งแรกเมื่อปี 2017 Marine Tourbillon Equation Marchante 5887 เป็นโมเดลที่เป็นสัญลักษณ์ด้านเทคนิคของคอลเลคชั่น Marine เป็นเหมือนตัวแทนของความน่าพิศวง และวัสดุแพลตตินั่มที่แข็งแกร่งเพื่อปกป้องระบบกลไกที่มีความซับซ้อนสูง Calibre 581DPE
สำหรับโมเดลนี้จะมีการบันทึกเวลาที่แตกต่างระหว่างสถานที่ต้นทางที่เป็นเวลาที่ใช้ในชีวิตประจำวัน และแสดงค่าเวลาตามพระอาทิตย์ (Solar Time) ที่กำหนดตามการหมุนรอบตัวเองของโลก และการโคจรรอบพระอาทิตย์ รวมทั้งกลไกปฏิทินถาวร และกลไกตูร์บิญง โดยผลงานชิ้นล่าสุดใช้แพลตตินั่มวัสดุที่หายาก และมีความทนทานสูง โดยเฉพาะการกัดกร่อนของน้ำทะเล และความโดดเด่นที่ยาวนาน
ช่างทำนาฬิกาที่มากประสบการณ์ของ Breguet นำเสนอความซับซ้อนมากขึ้นจากการติดตั้ง 4 เข็มบนหน้าปัด โดย 2 เข็มแรกเป็นการทำงานปกติด้วยการบอกชั่วโมง และนาทีสำหรับกลไกปฏิทิน ก่อนจะเป็นปฏิทินถาวร และเข็มย้อนกลับ Retrograde เพื่อแสดงวันที่ และ 2 หน้าปัดย่อยเพื่อแสดงวัน (ระหว่างตำแหน่ง 10 และ 11 นาฬิกา) และแสดงเดือนกับปีอธิกสุรทิน (ระหว่างตำแหน่ง 1 และ 2 นาฬิกา) โดยตำแหน่ง 7 นาฬิกาจะแสดงการทำงานของกลไกตูร์บิญญงที่อยู่ในกรงไทเทเนียมที่เดินด้วยความถี่ 4 เฮิร์ตซ์ รวมทั้งขีดแสดงพลังงานสำรองระหว่างตำแหน่ง 7 และ 8.30 นาฬิกา
Credit: Franck Muller
การแสวงหาผลงานสร้างสรรค์ที่ทันสมัยแต่เหนือกาลเวลา Franck Muller ขอนำเสนอผลงานที่เป็นเอกลักษณ์ของนาฬิกาประดับอัญมณีชั้นสูง โมเดล Round Skeleton Baguette ขนาด 31 มม. เป็นคอลเลกชั่นสุดพิเศษที่ตกแต่งด้วยเพชรที่เจียระไนแบบ Baguette หรืออัญมณีล้ำค่า สะท้อนถึงการผสมผสานที่ลงตัวระหว่างโลกแห่งเครื่องประดับชั้นสูงกับนาฬิกาที่มีความหรูหรา
เรือนเวลาที่เข้าเป็นสมาชิกใหม่ของคอลเลคชั่น Round Skeletons จะมีตัวเลือกทั้งขนาด 39 มม. และ 44 มม. โดยจัดทำพิเศษภายใต้คอลเลคชั่น Asia Pacific Exclusive โดยมีการตกแต่งเพชรบนขอบตัวเรือนเป็นหนึ่งเดียวกับตัวเรือน และขอบนาฬิกา โดยคอลเลคชั่นนี้จะใช้ระบบกลไก Skeleton ที่มีขนาดเล็กที่สุดเท่าที่ Frank Muller เคยผลิตขึ้นมา
Credit: Bvlgari
เป็นอีกครั้งที่ Bvlgari สร้างสรรค์เรือนเวลาร่วมกับศิลปินที่มีชื่อเสียง โดยพวกเขาจับมือกับ Laurent Grasso ศิลปินชาวฝรั่งเศสเพื่อสร้างสรรค์ผลงานลงบน Octo Finissimo หนึ่งในคอลเลคชั่นที่ยิ่งใหญ่ของแบรนด์ โดยตัวเรือนไททาเนียมเคลือบสีน้ำเงินด้วยวิธี PVD เช่นเดียวกับหน้าปัด และตกแต่งด้วยลวดลายเมฆที่เป็นการผสมระหว่างสีฟ้า, สีขาว และชมพูที่สร้างสรรค์ขึ้นโดย Grasso
ผลงานที่เป็นเหมือนการถ่ายทอดความฝันบนสายรุ้งของ Grasso แสดงให้เห็นความหลงใหลในรังสีแม่เหล็กไฟฟ้า และปรากฏการณ์เหนือธรรมชาติ รวมทั้งความพยายามในการตั้งคำถามพื้นฐานในเรื่องของเวลา และอวกาศ โดยระบบกลไกจะเป็น BVL 138 แบบไมโครโรเตอร์ที่มีขนาดบางพิเศษจาก Bvlgari สำหรับโมเดล Octo Finissimo x Laurent Grasso Edition จะผลิตจำนวนจำกัดเพียง 200 เรือนเท่านั้น
Credit: ART in TIME
ความร่วมมือครั้งพิเศษ Chopard x Art in Time นำเสนอ Alpine Eagle 41 XPS His & Hers Chameleon Set ที่ผลิตจำนวนจำกัดเพียง 15 เซ็ตเท่านั้น เพื่อเฉลิมฉลองงานฝีมืออันประณีต และความงามที่เป็นหนึ่งเดียว โดยจะมีโมเดลตัวเรือน 41 มม. สำหรับสุภาพบุรุษ และตัวเรือน 36 มม. สำหรับสุภาพสตรี เพื่อสะท้อนถึงมรดกอันล้ำค่า และแนวทางการออกแบบอันสร้างสรรค์ของ Chopard หน้าปัดสไตล์ Chameleon อันน่าหลงใหลที่สลับไปมาระหว่างเฉดสีน้ำเงิน และม่วงเพื่อสื่อถึงความเปลี่ยนแปลงของธรรมชาติที่สัมพันธ์กัน
โมเดลสำหรับสุภาพบุรุษจะผลิตด้วยวัสดุ Lucent Steel โลหะผสมที่เป็นเอกสิทธิ์เฉพาะของ Chopard สร้างจากวัสดุรีไซเคิล 80 เปอร์เซ็นต์ ขับเคลื่อนด้วยกลไกอัตโนมัติ L.U.C 96.40-L ที่มีพลังงานสำรอง 65 ชั่วโมง และโมเดลสำหรับสุภาพสตรีตัวเรือนจะผลิตจากสแตนเลสสตีลประดับด้วยทองคำขาวขนาด 18 กะรัตบริเวณขอบตัวเรือน และแซฟไฟร์ที่เจียระไนแบบ Baguette-cut 36 เม็ด ติดตั้งกลไกอัตโนมัติ Chopard 09.01-C มีพลังงานสำรอง 42 ชั่วโมง
Credit: OMEGA
โมเดลล่าสุดของ OMEGA Seamaster Diver 300M สร้างสรรค์ขึ้นจากวัสดุบรอนซ์โกลด์ และไททาเนียมเกรด 2 โดยจะมีสายนาฬิกาให้เลือก 2 แบบ พร้อมรับประกันว่าจะต้องสร้างความประทับใจให้แฟนหนังสายลับ James Bond อย่างแน่นอน
OMEGA Seamaster Diver 300M มีความแตกต่างจากนาฬิกาดำน้ำที่ใช้วัสดุเซรามิกแบบดั้งเดิม และแทนที่จะรักษาสไตล์วินเทจ OMEGA เลือกนำเสนอวัสดุโลหะที่แตกต่างจากสแตนเลสให้กับแฟนของพวกเขา โดย Seamaster Diver 300M รุ่นล่าสุดตัวเรือนขัดเงาขนาด 42 มม. ผลิตจากไททาเนียมเกรด 2 ซึ่งเป็นวัสดุน้ำหนักเบาที่สามารถทนทานในสภาพแวดล้อมที่เลวร้าย
OMEGA Seamaster Diver 300M ขับเคลื่อนด้วยกลไก Co-Axial Master Chronometer Calibre 8806 ที่สามารถมองเห็นได้ผ่านฝาหลังคริสตัลแซฟไฟร์ทรงโดมที่เป็นแบบเดียวกับรุ่นพิเศษของ 007 เพื่อรักษาความเกี่ยวข้องกับแรงบันดาลใจที่ได้จากภาพยนตร์ James Bond