19 เม.ย. 2025
ลวดลายของสัตว์ป่าเป็นส่วนสำคัญในภาษาการออกแบบของ Cartier นับตั้งแต่การนำเสือดำ (Panther) มาอยู่บนเรือนเวลาของพวกเขาเป็นครั้งแรกเมื่อปี 1914 ผู้ผลิตเครื่องประดับ และนาฬิกาที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานของประเทศฝรั่งเศส แสดงให้เห็นความเคารพ และให้เกียรติบรรดาสัตว์โลกอย่างที่สมควรได้รับ — โดยต้องรวมถึงการเปิดรับความลึกลับ และความปรารถนาของธรรมชาติที่ซ่อนอยู่ในสัตว์ป่าเหล่านั้น พร้อมทั้งการนำเสนอดีไซน์ที่ได้รับการพัฒนา, เทคนิคการสร้างสรรค์นาฬิกา, การตกแต่งอัญมณีให้กับฝูงสัตว์ป่าหลากหลายสายพันธุ์
Louis-François Cartier (Credit: Cartier)
การที่ Louis-François Cartier ผู้ก่อตั้งแบรนด์เป็นผู้สร้างสรรค์ผลงานที่เป็นสัญลักษณ์ของ Cartier มากมายไม่ว่าจะเป็นนาฬิกาคอลเลคชั่น Tank, Santos หรือ Trinity จนทำให้บรรดาผู้ที่ชื่นชอบนาฬิกาอาจจะเผลอคิดไปกว่า Panthère de Cartier คือความสง่างามแห่งครอบครัว Cartier แต่นั้นไม่ใช่ทั้งหมด Louis-François Cartier ยังมีส่วนสำคัญในการนำแรงบันดาลใจจากเสือดำมาสู่แนวทางการออกแบบเครื่องประดับที่หลากหลายของ Cartier แต่ผู้ที่ทำให้เจ้าแมวยักษ์มีชื่อเสียงจนกลายเป็นสัญลักษณ์อย่างไม่เป็นทางการของแบรนด์คือ Jeanne Toussaint สุภาพสตรีคนแรกที่ได้รับตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายศิลป์ของ Cartier ด้วยการถ่ายทอดการเคลื่อนไหวที่ว่องไว, แววตาอันดุร้าย และเส้นสายที่ปราดเปรียวผ่านผลงานที่มีความล้ำค่าของแบรนด์
Portrait of Jeanne Toussaint by Paul César Helleu (Credit: Journal of Antiques & Collectibles)
Toussaint กลายเป็นผู้ยกระดับ Panthère สัญลักษณ์ที่มีชื่อเสียงของ Cartier ในช่วงกำเนิดศิลปะแนว Art Deco ด้วยการเลือกนำเสนอผลงานในเชิงรูปธรรม และงานประติมากรรม แทนที่จะตีความหมายคาแร็กเตอร์เสือดำในเชิงนามธรรมหรือความงดงามในจินตนาการ วิสัยทัศน์ในการสร้างสรรค์ของเธอนำ Panthère สู่การเป็นผลงานระดับไอคอนมากมายให้กับ Cartier และยังคงมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักในปัจจุบัน และทำให้เธอเป็นที่เคารพของผู้คนมากมายจนได้รับฉายา “La Panthère” – ด้วยบุคลิกที่สง่างามแต่แฝงความดุร้าย และความมุ่งมั่นที่เหมือนกับพลังพิเศษในตัวของเสือดำ
ดีไซเนอร์ชาวเบลเยียม-ฝรั่งเศสผู้นี้ มีพรสวรรค์ด้านสไตล์ที่โดดเด่น และก้าวล้ำกว่าแบรนด์คู่แข่งเสมอ เหมือนมีสัญชาติญาณที่รู้ล่วงหน้าว่าอะไรจะสามารถดึงดูดความสนใจจากกลุ่มคนในสังคมชั้นสูง ก่อนที่พวกเขาจะรู้ตัวว่าต้องการด้วยซ้ำ เธอเป็นคนที่มีความหลงใหลในเสือดำเป็นพิเศษ หลังจากเคยเห็นเจ้าสัตว์ร้ายกลางป่าธรรมชาติของแอฟริกา และเก็บความรู้สึกนั้นไว้กับตัวเองมาตลอด ถึงเวลาจะล่วงเลยมานานแล้วก็ตาม
ในช่วงต้นทศวรรษ 1940 Toussaint แสดงให้เห็นความเด็ดเดี่ยวในการนำแคตตาล็อกเครื่องประดับของ Cartier ออกจากรูปแบบ Art Deco ที่มีชื่อเสียง เพื่อเปลี่ยนมาสู่รูปทรง 3 มิติที่เหมือนงานประติมากรรม พร้อมนำการออกแบบเสือดำของเธอก้าวสู่อีกระดับ
นับเป็นก้าวสำคัญของการสร้างสรรค์ผลงานที่เกี่ยวข้องกับเสือดำทั้งหมดจนถึงเวลานั้น ทั้งผลงานยุคแรกที่ปรากฏบนนาฬิกาข้อมือปี 1914 หรือเป็นความหรูหราของเรือนเวลาที่ถูกผลิตตามออกมาในปี 1915 ทั้ง 2 โมเดลได้รับการออกแบบด้วยแรงบันดาลใจจากเสือดำประดับด้วยอัญมณีโอนิกซ์ (Onyx) และเพชร ถึงในความเป็นจริงผลงานชิ้นแรกของ Cartier ที่มีเสือดำเป็นส่วนหนึ่งไม่ใช่เครื่องประดับ แต่เป็นการ์ดเชิญที่ออกแบบโดย George Barbier ศิลปินนักวาดภาพที่มีชื่อเสียงชาวฝรั่งเศส โดยจะมีเสือดำที่มีความน่าเกรงขามกำลังหมอบอยู่ด้านหลังหญิงสาวที่สวมชุดกระโปรงสไตล์ Poiret พร้อมสร้อยไข่มุกพันรอบเรือนร่าง
ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา Cartier เริ่มใช้การออกแบบที่มีลวดลายเสือดำที่มีความหรูหราเพิ่มมากขึ้น ในปี 1917 ห้องงานช่างของ Louis-François Cartier มีการสร้างกล่องเก็บบุหรี่ที่ประดับด้วยเพชร, โอนิกซ์ และแพลตตินั่มที่เป็นรูปเสือดำกำลังเยื้องย่างอยู่ระหว่างต้นสน ก่อนจะมอบสิ่งนี้เป็นของขวัญกับ Toussaint ที่เขามักจะเรียกเธอด้วยความรักว่า “Petite Panthère” (เสือดำตัวน้อย) โดยนับเป็นการนำผลงานที่มีความเกี่ยวข้องกับเสือดำกลับมาผลิตซ้ำเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของ Cartier พร้อมเปิดประตูให้กับผลงานสำคัญชิ้นอื่นๆ ในอีกหลายทศวรรษต่อมา
เมื่อไม่นานนี้ Cartier นำความหลงใหลบรรดาสัตว์ป่ากลับมาถ่ายทอดเป็นผลงานสร้างสรรค์ใหม่ผ่านลวดลายสีดำขาวของม้าลายที่ผู้คนมากมายชื่นชอบ, ความเจ้าเล่ห์ของจระเข้, เสือดำที่มีความน่าเกรงขาม และเสือโคร่งที่ซ่อนความลึกลับ — ทั้งหมดถูกรวมเป็นคอลเลคชั่นล่าสุดของ Animal Jewelry Watches โดยทุกขั้นตอนทั้งการดีไซน์ลวดลายกราฟฟิก และงานฝีมือดำเนินงานไปพร้อมกันตั้งแต่การเคลือบแล็กเกอร์ด้วยมือ เส้นสายของสัตว์ในจินตนาการถูกโอบล้อมด้วยหน้าปัดประดับเพชร ความประณีตของการแกะสลักรอบอัญมณีแสดงให้เห็นความชำนาญของช่างฝีมือประจำโรงงานผลิตนาฬิกาของ Cartier
“การสร้างสรรค์ใหม่นี้ถูกเพิ่มเข้าสู่กลุ่มผลิตภัณฑ์นาฬิการูปสัตว์ของ Cartier ไม่ว่าจะเป็นเชิงรูปธรรมหรือนามธรรม, ความสมจริงหรือเพ้อฝัน ทั้งหมดล้วนถ่ายทอดความงดงามของธรรมชาติ” Pierre Rainero ผู้อำนวยการด้านภาพลักษณ์, สไตล์ และประวัติศาสตร์ของ Cartier ให้ความเห็น “เป็นเวลาหลายทศวรรษที่ธีมนี้ถูกนำกลับมาสร้างใหม่พร้อมความคิดสร้างสรรค์ การค้นหาความงดงามอันมีค่า, แรงกระตุ้นของพลัง และอำนาจของสัญลักษณ์”
Animal Jewelry Watch Collection (Credit: Cartier)
ความพิเศษของฝูงสัตว์ในคอลเลคชั่น Animal Jewelry Watches เมื่อปีที่ผ่านมา เริ่มต้นจากการผสมผสานแรงบันดาลใจระหว่างม้าลายกับจระเข้ จนกลายเป็นตัวเรือนรูปทรงวงรีที่มีความเย้ายวน และหน้าปัดรูปทรงเพชร หากมองจากด้านข้างของตัวเรือนจะเห็นการออกแบบที่เหมือนสัตว์กำลังขดตัวด้วยความตั้งใจของ Cartier ที่จะทำให้เหมือนมีชีวิตที่กำลัง “เตรียมพร้อมจะโจมตี” โดยจะมีตัวเลือกที่หลากหลายทั้งตัวเรือนทองคำ, ทองคำขาว และทองโรสโกลด์ พร้อมประดับด้วยเพชรที่ได้รับการเจียระไนเป็นรูปทรงเกสร Brilliant-cut และเคลือบแล็กเกอร์สีดำ ตกแต่งด้วยอัญมณีทั้งโกเมนสีขาว, ทับทิม และพลอยสีดำ Spinel
Animal Jewelry Watch Collection (Credit: Cartier)
ในขณะที่ Crocodile Jewelry Watches จะมี 3 โมเดลที่โดดเด่นแตกต่างกัน ด้วยการสร้างสรรค์ให้ส่วนหัวอยู่ในตำแหน่ง 10 นาฬิกา และปลายหางสิ้นสุดที่ตำแหน่ง 7 นาฬิกา ทำให้ตัวเรือนเหมือนโอบรัดหน้าปัดทรงกลมที่ผลิตจากวัสดุทองคำขาว โดยบริเวณช่องว่างระหว่าง 7-10 นาฬิกา ถูกเติมเต็มด้วยอัญมณีแบบเดียวกับที่ใช้บนหน้าปัดสร้างประกายระยิบระยับ
ทำให้ Crocodile Jewelry Watches จะมีทั้งแบบประดับเพชรทั้งตัวเรือน และหน้าปัด, แบบที่ 2 จะผสมผสานการตกแต่งระหว่างเพชร และแซฟไฟร์บนตัวเรือนที่จะทำให้ลวดลายจระเข้มีความโดดเด่นมากขึ้น และแบบสุดท้ายเป็นสายนาฬิกาคล้ายสร้อยเพชร โดยหน้าปัด และตัวเรือนประดับเพชร, แซฟไฟร์, พลอย Tourmaline และมรกต แต่ทุกเรือนบริเวณหัวจระเข้ที่ถูกแกะสลักขึ้นมาบริเวณดวงตาจะประดับด้วยมรกตสีเขียวเข้ม
Panthère Dentelle watch (Credit: Cartier)
ในขณะเดียวกัน เสือดำ – ที่เป็นแรงบันดาลใจเริ่มต้นของการสร้างสรรค์ถูกนำเสนอผ่านคอลเลคชั่น Animal Jewelry Watches ที่เพิ่มขนาดของส่วนหัว และลำตัวให้เหมือนกำลังจับจ้องเข็มนาฬิกาบนหน้าปัดทรงกลมในตำแหน่งตรงกันข้ามกับ Crocodile Jewelry Watches มีการใช้วิธีการเคลือบแบบอินาเมล (Enamel) สีดำเพื่อสร้างลวดลาย รวมทั้งการประดับเพชร ในขณะที่ตัวเรือน และหน้าปัดประดับด้วยโกเมนสีชมพูอมม่วง และสีส้มอมเหลือง, โอนิกซ์, เพชรสีเหลือง และเพชรสีขาว โดยสายนาฬิกาผลิตจากหนังลูกวัวโทนสีม่วง (พร้อมตัวเลือกสายสีน้ำตาล)
นับเป็นความเปลี่ยนแปลงที่พิเศษของคอลเลคชั่น Animal Jewelry Watches – ด้วยการสร้างรูปแบบของบรรดาสัตว์ป่าทั้งเสือดำ, จระเข้, เสือโคร่ง และม้าลาย ผ่านผลงานสร้างสรรค์ที่เหมือนงานประติมากรรมชั้นยอดเพิ่มขนาดของส่วนหัวให้เหมือนคมเขี้ยวกำลังขย้ำลงสู่เรือนเวลาที่มีความเปล่งประกายแวววาวอันน่าหลงใหล โดยสายนาฬิกาของทุกเรือนจะมีความงดงามจากการประดับอัญมณี
Indomptables de Cartier crocodile motif (Credit: Cartier)
ตัวเรือนผลิตจากวัสดุทองคำ 18 กะรัต เพิ่มความน่าเกรงขามของเสือดำด้วยการประดับเพชรหลากหลายสี เช่นเดียวกับลวดลายของจระเข้ที่มีทั้งเพชร และมรกตเพื่อจำลองสภาพแวดล้อมของป่า โดย Tiger Jewelry Watches ประกอบด้วยพลอยสีดำ Spinel, โกเมนสีส้มอมเหลือง และแซฟไฟร์สีส้ม พร้อมเคลือบแล็กเกอร์สีดำเพื่อสร้างลวดลายที่เหมือนจริงแฝงด้วยความลึกลับ
ด้วยความมุ่งมั่นที่จะนำเสนอบรรดาสัตว์ป่าในเชิงนามธรรมมากขึ้น ทำให้ Cartier ออกแบบนาฬิกาในคอลเลคชั่น Animal Jewelry Watches เพื่อให้เหมือนขนสัตว์ปกคลุมรอบตัวเรือนที่มีการประดับอัญมณีอย่างพิถีพิถันล้อมรอบหน้าปัดรูปทรงวงรีปลายแหลม (Marquise Shape) โดยจะมีตัวเรือน และรูปทรงสายนาฬิกาให้เลือกหลากหลายแบบ
(Credit: Cartier)
สำหรับทุกโมเดลจากคอลเลคชั่น Animal Jewelry Watches จะใช้ระบบกลไกควอตซ์ (Quartz Movement) สร้างความรู้สึกเชิญชวนสู่ความหลงใหล และความลึกลับ แฝงด้วยความหวาดหวั่น แต่ทั้งหมดคือเสน่ห์ที่เหนือระดับจากผลงานของบรรดาศิลปินนักออกแบบ และช่างฝีมือระดับสูงของ Cartier ที่มีความมุ่งมั่นในความสำเร็จ ในทุกการออกแบบ และทุกรูปทรงที่มีทุกองค์ประกอบของความพิเศษจนทำให้เป็นคอลเลคชั่นที่นักสะสมนาฬิกาทุกคนควรมีไว้ในครอบครอง
ทั้งหมดนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งที่ทำให้ Cartier Animal Jewelry Watches เป็นมากกว่านาฬิกาเครื่องประดับที่มีความหรูหรา แต่เป็นผลงานศิลปะที่ผสมผสานความงามของธรรมชาติเข้ากับเครื่องประดับชั้นสูง กลายเป็นไอคอนของแบรนด์ที่ได้รับความนิยมจากเหล่าราชวงศ์ คนดัง และนักสะสมทั่วโลก